Timeless : The Promise...(chapter 5)
posted on 14 Jun 2008 22:21 by shion-moongrow in 05-Timeless
Title : Timeless : The Promise...(chapter 5)
Author : Shion
Casting : Yunho x Jaejoong x (Jun-ah), Yoochun x Junsu, Changmin
Genre : AU/Yaoi
Author’s note : เอ่อ...กว่าจะเข็นออกมาได้สักตอนสูญเสียพลังชีวิตไปมหาศาล
ไม่พูดมากละ...
ยังคงยืนยันเช่นเดิมค่ะ ปริศนาต่างๆจะค่อยๆคลี่คลาย...เมื่อเรื่องดำเนินมาถึงจุดๆหนึ่งทุกคนจะรู้เรื่องราวต่างๆที่อยากรู้ อย่ามาหลอกถามชิอนเลย...555...ไม่บอกหรอก
ขอบคุณทุกๆคนที่เข้ามาอ่านค่ะ^^
Warning : ฟิกเรื่องนี้เป็นเพียงเรื่องราวสมมติที่แต่งขึ้น อาจมีการใช้ชื่อบุคคลหรือสถานที่ที่มีอยู่จริง แต่เหตุการณ์ต่างๆในเรื่องไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับชีวิตจริงของบุคคลในฟิก และไม่ได้มีเจตนาที่จะทำให้บุคคลเหล่านั้นเสื่อมเสียชื่อเสียงแต่อย่างใด เนื้อเรื่องทั้งหมดเป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้นเพื่อความบันเทิง และมีเนื้อหาเกี่ยวกับ boy’s love หรือ yaoi ขอให้พิจารณาก่อนอ่าน หากรับไม่ได้ขอให้ปิดหน้านี้ลงเสีย….ขอบคุณค่ะ
Timeless : The Promise...
: chapter 5
“ฮึก!...ฮ...ฮึก”
เด็กน้อยภายใต้จิฮายะสีขาวบริสุทธิ์นั้นสะอื้นเสียจนตัวโยน เมื่อพยายามกลั้นเสียงร้องมิให้ลอยถึงหูของคนในตึกใหญ่ มือคู่เล็กพยายามเช็ดน้ำตาครั้งแล้วครั้งเล่า แต่สุดท้ายเหมือนเด็กน้อยจะรู้ว่ามันเปล่าประโยชน์ เพราะยิ่งเช็ดมันก็ยิ่งไหล สองมือนั้นจึงลดมาเกาะกุมชายชุดสีขาวที่ยาวกรอมเท้า ก่อนจะกอดเข่าคู้เข้าหาตัวให้มากขึ้นเมื่อความหนาวเหน็บนั้นทวีคูณขึ้นทุกที แม้ใจจริงอยากจะหนีไปให้ไกลกว่านี้ แต่สองเท้าเปลือยเปล่ากลับไม่มีแรงวิ่งไปให้ไกลกว่าด้านหลังหมู่ตึกแสงนภาแห่งนี้เสียแล้ว จนท้ายที่สุดต้องเบียดกายผ่ายผอมเข้ากับซากุระต้นใหญ่ที่บัดนี้ไร้ซึ่งดอกใบเพราะสภาพอากาศอันโหดร้ายของฤดูหนาว ก่อนจะสะอื้นออกมาอีกหลายต่อหลายครั้ง
“ท่านแม่...ท่านตา...ข้าขอโทษ...ฮึก...ฮือ”
“นั่นใครน่ะ!”
“ฮ...!!”
“นี่!...ข้าถามทำไมไม่ตอบ”
“...”
“เจ้าเป็นคนหรือผีน่ะ...หรือเป็นหัวขโมย...ข้าไม่กลัวหรอกนะจะบอกให้ จะคนหรือผีก็ช่างเดี๋ยวข้าจะปราบให้ดู!”
เสียงเดินสวบสาบค่อยเข้ามาใกล้ ทำให้เด็กน้อยยิ่งขดตัวเข้าหาต้นซากกุระมากขึ้น แม้ลำต้นใหญ่โตของมันจะบดบังร่างเล็กๆนั้นเสียมิด แต่ก็ไม่พ้นสายตาของเด็กชายผู้มาใหม่ที่ชะโงกหน้าเข้ามาดูใกล้ๆอยู่ดี ดวงตาเรียวรีหรี่มองร่างเล็กๆที่ขดตัวอยู่จนจะเหมือนลูกบอลกลมๆ ก่อนที่เรียวคิ้วได้รูปจะเลิกขึ้นด้วยความสงสัย
“เอ๋!...เจ้า...เป็นคนนี่”
‘อีตาบ้า’ เจ้าของดวงตากลมโตนึกค่อนขอดอยู่ในใจ ดวงตารื้นน้ำค้อนขวับเข้าให้เสียทีหนึ่ง แต่ก็ไม่มีแรงพอจะต่อปากต่อคำด้วยเสียแล้ว ในเมื่อถูกตีเสียจนเจ็บและร้องไห้เสียจนเหนื่อยขนาดนี้ สุดท้ายจึงมีแต่เสียงสะอื้นเบาๆที่เจ้าตัวพยายามอดกลั้นอย่างเต็มที่แล้วเท่านั้น
แต่ดูเหมือนเด็กชายตัวโตกว่าจะไม่ได้สนใจอาการคล้ายงอนนั่น เรียวปากหยักกลับคลี่ยิ้มอย่างอารมณ์ดี ด้วยเขาเฝ้าติดตามบิดาเข้าออกที่นี่มาก็หลายหน แต่ก็น้อยนักที่จะได้พบพานใครที่ดูจะเด็กกว่าเขาเช่นเด็กคนนี้ เพื่อนสนิทที่มีอยู่เพียงคนเดียวก็จำต้องประหัสประหารกันในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ในใจจึงนึกเอ็นดูคนตัวเล็กนี่เป็นพิเศษขึ้นมาอย่างไม่รู้สาเหตุ อาจจะเพราะไม่รู้ว่าอนาคตข้างหน้าจะเป็นเช่นไร หากเขาพ่ายแพ้แล้วต้องทนอยู่กับความเงียบเหงาตลอดไปหรือเปล่า ถึงได้นึกสะท้อนใจกับความหมองเศร้าและว่างเปล่าในดวงตาสีนิลของเด็กคนนี้นัก
“นี่...เจ้าเป็นคนของท่านยองอุงหรือ”
“...” เด็กน้อยไม่ได้ตอบแต่กลับพยักหน้าน้อยๆ เป็นคนของยองอุง...สำหรับเขาคงจะเป็นเช่นนั้นกระมัง
“ดีจริง! ถ้าเช่นนั้นเราควรจะรู้จักกันไว้ ข้าชื่อยุนโฮ...จองยุนโฮ อีกสามวันข้าจะมาเข้าร่วมการประลองที่นี่ แล้วเจ้าล่ะชื่ออะไร...บ้านเจ้าใช้ให้มาเข้าร่วมการประลองเหมือนกันหรือเปล่า แต่ดูท่าว่าจะเป็นงานหนักสำหรับเจ้าไปหน่อยนะ เพราะวันนี้ที่เท่าข้าเห็นมา...ทุกคนที่มาสมัครก็ดูว่าจะแก่กว่าเจ้าทั้งนั้น...แถมตัวก็โตกว่าด้วยล่ะ”
เด็กชายที่ชื่อยุนโฮเจื้อยแจ้วไปได้เรื่อยๆ แสงแดดรำไรที่สะท้อนผ่านแมกไม้ของสวนหลังเรือนแห่งนี้ยิ่งส่งให้ยุนโฮดูเจิดจ้า เด็กน้อยไม่ได้ตอบอะไร ดวงตาคู่โตได้แต่กระพริบปริบและพยายามที่จะเข้าใจในสิ่งที่ยุนโฮพูดมาเท่านั้น หยาดน้ำตายังคงหลั่งรินทว่าไร้ซึ่งเสียงสะอื้น และนั่นทำให้ยุนโฮรู้สึกใจคอไม่ดีเอาเสียเลย
“นี่...อย่าร้องไห้สิ เจ้ายังไม่ได้ตอบคำถามข้าเลยนะ...ว่าเจ้าชื่ออะไร”
“ชื่อ...ข้า...ชื่อ...ฮึก!” เสียงเล็กๆตอบได้เพียงเท่านั้น เด็กน้อยก็กลับซุกหน้าลงร้องไห้หนักเสียยิ่งกว่าเก่า การลงโทษเมื่อครู่ยังคงวนเวียนหลอกหลอนไม่รู้จบ คำว่ากล่าวของบุพการียังคงสะท้อนก้องอยู่ในมโนสำนึก และไม่มีวันลืมเลือนไปจากหัวใจดวงน้อยนี้ได้
“เฮ้!...อย่าเอาแต่ร้องไห้สิ ได้ๆ...ข้าไม่ถามเจ้าแล้ว หวาๆ...ไม่สวยเลยเห็นไหม เจ้าอย่าร้องไห้อีกเลยนะ” ยุนโฮทิ้งกายลงนั่งข้างๆอย่างถือวิสาสะ มือเรียวเล็กของเด็กชายพยายามลูบหัวลูบหลังของเจ้าตัวเล็กอย่างปลุกปลอบ แต่แผ่นหลังสั่นสะท้านนั้นกลับสะดุ้งน้อยๆกับสัมผัสของคนแปลกหน้า ก่อนที่จะกระถดตัวหนีแล้วเงยหน้ามองเด็กชายอย่างไม่เข้าใจในการกระทำนั้น
แม้ความหวังดีจะถูกปฏิเสธแต่ยุนโฮกกลับไม่ถือสา ดวงตาคู่เรียวนั้นเพ่งพิศดวงหน้าใสที่จัดได้ว่าน่ารัก ปลายจมูกเล็กๆและดวงตาคู่โตนั้นแดงก่ำจากการร้องไห้ ตัดกับผิวแก้มขาวราวกับหิมะ ริมฝีปากที่ดูเหมือนจะเชิดขึ้นคล้ายคนรั้นนั้นตอนนี้กลับเม้มแน่นเพื่อสะกดกลั้นไม่ให้ร้องไห้ตามที่เขาขอ ยุนโฮคลี่ยิ้มเอ็นดูก่อนจะค่อยยกมือขึ้นสัมผัสกับเส้นผมสีนิลตรงหน้าอีกครั้ง อย่างแผ่วเบา...และจริงใจ
“จิฮายะสีขาว...คงมีแต่เจ้าเท่านั้นสินะ ข้านี่...ไม่น่าลืมเลย”
เด็กน้อยไม่ได้หลีกหนีเช่นเมื่อครู่ ความอ่อนโยนของยุนโฮคล้ายสะกดให้เจ้าตัวได้แต่นิ่งงัน มองดูรอยยิ้มบางๆบนใบหน้าเรียวเล็กนั้นอย่างไม่ค่อยเข้าใจความหมาย แต่สิ่งหนึ่งที่เด็กน้อยรับรู้ได้...
“คิมจุนอา...วันหน้าเจ้าจะเป็นยองอุงของข้าใช่ไหม”
ถึงจะยังเด็กแต่ยุนโฮก็มีไหวพริบพอ มองดูอาภรณ์สูงค่าที่เด็กน้อยสวมใส่เขาก็รับรู้ได้ อายุเพียงเท่านี้แต่กลับได้รับเกียรติอันสูงส่งนี้ไว้จะเป็นใครได้หากไม่ใช่คิมจุนอา...ธิดาแห่งยองอุงซูยอง
เด็กน้อยไม่รู้เลยว่าตัวเองหยุดร้องไห้ตั้งแต่เมื่อใด กระทั่งยุนโฮร้องทัก...ร่างเล็กจึงหลีกหนีสัมผัสอ่อนโยนนั่นอีกครั้ง
“เจ้าโดนตีหรือ” ถึงอีกฝ่ายไม่ตอบแต่คำตอบก็เห็นชัดอยู่บนแผ่นหลังบาง จิฮายะสีขาวเปื้อนรอยของเหลวสีชาดเป็นลายทางสะเปะสะปะ พอเห็นแววสงสารในดวงตาสีน้ำตาลนั้นเด็กน้อยก็ยิ่งก้มหน้างุด สองแขนกอดตัวเองแน่น แม้ไม่ร้องไห้...แต่ความเศร้าโศกและเสียใจนั้นยุนโฮกลับยิ่งรับรู้มันได้ดี
“ไม่ต้องกลัวนะ”
...ยุนโฮไม่รู้และไม่ได้ถามว่ารอยนั่นใครเป็นคนทำ...
“ต่อไปข้าจะไม่ให้ใครมาทำร้ายเจ้า”
...หรือเพราะอะไรเด็กน้อยที่ดูไร้เดียงสาถึงต้องถูกตี...
“ข้าสัญญา...ข้าจะชนะทุกคนแล้วก็ปกป้องเจ้าเอง”
วินาทีนั้น...จองยุนโฮรู้เพียงแต่ว่า...ตัวเองนั้นเกิดมาเพื่อสิ่งใด
“เพราะฉะนั้นนะ...ยิ้มสิ...ยิ้มให้ข้าดูหน่อยนะ”
...ข้าขอโทษ...ยุนโฮ...ข้าขอโทษ...
.
.
.
“ยุนโฮ...ข้าขอโทษ”
ดวงตาคู่สวยค่อยลืมขึ้นมองผ่านท่ามกลางความมืดมิด จุนอาตื่นขึ้นจากความฝันซ้ำซากที่ตามติดย้ำเตือนนางมานับปี ดวงตาที่เคยสุกใสกลับต้องหม่นแสงลงทุกครั้งเมื่อลืมตาขึ้นมาแล้วพบว่าตัวเองไม่เคยหลีกหนีวังวนแห่งโชคชะตานี้ได้พ้น พร้อมกับความเจ็บปวดที่ได้จารึกไว้ตรงต้นแขนซ้าย
“อึก!!” มือเรียวอีกข้างยกขึ้นจับต้นแขนซ้ายแน่น รอยจารึกสีชาดค่อยเรืองแสงสีเพลิงช้าๆก่อนจะลามออกไปจนสุดปลายนิ้ว พร้อมกับความเจ็บปวดที่แล่นริ้วขึ้นเป็นเท่าทวี ความรู้สึกปวดร้าวนั้นลุกลามจากแขนซ้ายเข้าสู่หัวใจอย่างรวดเร็ว ดั่งเพลิงเผาไหม้ให้แทบสิ้นใจในคราเดียว สุดท้ายร่างบอบบางจึงได้แต่ขดตัวอย่างทุรนทุรายภายใต้ผ้าห่มผืนหนา ฟันขาวขบลงกับริมฝีปากล่างจนห้อเลือด นางไม่อยากร้อง...ไม่อยากให้ใครตื่น...ไม่อยากให้ใครรับรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับนาง แต่ทว่าความเจ็บปวดในครั้งนี้นั้นร้าวรานและทรมานเกินกว่านางจะทนไหว
“ฮึก...ฮือ!...ยะ...ยุนโฮ!”
ทุกครั้งที่นึกถึง...ทุกครั้งที่หลับฝัน...มันเป็นเช่นนี้ทุกครั้ง กับความเจ็บปวดเพียงหนึ่งเดียวในชีวิตนาง
“ช่วยข้าด้วย...ยุนโฮ”
...ไม่มีใครทำร้ายนางได้...นอกเสียจากตัวนางเอง...
***************************
“แค่หนึ่งตำลึงเท่านั้นล่ะครับคุณหนู”
“หนึ่งตำลึง?” แจจุงทวนคำเบาๆ ก่อนจะค่อยล้วงเอาถุงเงินสีครามเล็กๆออกมา มือเรียวหยิบเอาก้อนเงินเล็กๆที่มีค่าตามราคาปิ่นปักผมที่พ่อค้าเร่บอกแล้วทำสีหน้ายุ่งยาก ดวงตาคู่โตมองดูเจ้าเครื่องประดับที่ประดิษฐ์จากหินหลากสีสวยอย่างอาวรณ์ ก่อนจะเก็บก้อนเงินนั้นลงถุงแล้วหันมายิ้มบางกับพ่อค้าร่างผอมที่ได้แต่มองตามลาภก้อนโตตาละห้อย
“ขอบคุณนะครับคุณลุง” ร่างเพรียวโค้งให้น้อยๆอีกครั้งอย่างเกรงใจ ก่อนจะหันหลังออกจากร้านแผงลอยเล็กๆกลางตลาดของซูอัน ท่ามกลางเสียงเรียกของพ่อค้าที่ใครดูก็รู้ว่าเมื่อตะกี้นั้นโก่งราคากันเห็นๆ เว้นเสียก็แต่คนที่ไม่เคยใช้จ่ายเงินตรากับของพวกนี้เช่นเงาแห่งฮินกูรึมเท่านั้น
“เจ็ดสิบอิแปะ...ข้ายอมขาดทุนเลยเอ้า! ห้าสิบอิแปะก็ได้!”
มือผอมๆนั่นพยายามจะยื้อยุดลูกค้าจากต่างเมืองเอาไว้ ทว่าที่ไวกว่ากลับเป็นร่างสูงที่เข้ามาขวางตรงหน้าพร้อมเศษเงินจำนวนหนึ่งที่ถูกยัดใส่มือพ่อค้าหัวใสแลกกับการคว้าเอาปิ่นปักราคาถูกนั้นมาไว้แทน
“สิบอิแปะขาดตัว!” เสียงทุ้มว่าในขณะที่พ่อค้าคนเดิมได้แต่อ้าปากค้าง จะเถียงรึก็ไม่กล้าเพราะนัยน์ตาคมของยอดยุทธ์ตรงหน้านั้นทำให้ไม่กล้าหือ “หรือจะให้ข้าฟรีๆ”
เพียงเท่านั้นพ่อค้าเร่ก็พาร่างผอมๆของตัวเองเดินกลับแผงไปอย่างหัวเสีย มีหรือเขาจะดูไม่ออกว่าคนตรงหน้านั้นดูท่าทางจะเก่งกาจพอตัว ลุงแกไม่อยากหาเรื่องใส่ตัวถึงได้ยอมๆไปเพราะมันก็ไม่ได้ขาดทุนเสียหน่อย เพียงแต่กำไรก็ไม่ได้งามอย่างที่หวังจะหลอกเอาจากเจ้าของแววตาซื่อๆนั่น
แจจุงได้แต่ยืนมองดูเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ห่างๆ พลางนึกต่อว่าตัวเองอยู่ในใจที่เกือบเสียรู้ให้กับคนเห็นแก่ได้นั่น อาจจะเป็นความผิดเขาที่แทบจะไม่เคยได้ออกมาเดินตลาดแบบนี้ ไม่เคยรู้ว่าสิ่งของสวยงามแต่ละชิ้นนั้นต้องประเมินค่าแบบไหน สุดท้ายจึงได้แต่ก้มหน้างุดเหมือนเด็กหนีความผิด ไม่กล้าสบตากับร่างสูงของผู้ดูแลแสงที่ย่างกรายเข้ามาใกล้ทุกขณะ ไม่รู้ว่าทำไม... ไม่ว่าจะในตอนนี้หรือเมื่อก่อน...เขาก็ไม่อยากถูกยุนโฮตำหนิเอาทั้งนั้น
“ถ้าอยากได้...ทำไมถึงไม่ซื้อล่ะหือ?” เป็นน้ำเสียงอ่อนโยนที่ถามไถ่ เรียกให้ดวงตาคู่สวยต้องแหงนเงยขึ้นมามองอย่างไม่อยากจะเชื่อนัก ก็ทั้งที่เขาทำอะไรโง่ๆลงไปแบบนั้น...
“เงินท่านก็มีมิใช่หรือ ถ้าเสียดาย...จะต่อราคาอีกสักหน่อยเขาก็ไม่ว่าอะไรหรอก”
...ยุนโฮก็ไม่โกรธเขาเลยหรือ....
มือเรียวรับเอาปิ่นปักผมที่หมายตามาไว้ในครอบครอง ก้มมองเจ้าเครื่องประดับราคาด้อยในมือแล้วนัยน์ตาสีนิลก็กลับหม่นแสง ไม่มีวี่แววดีใจอย่างที่ยุนโฮคาดหวังไว้ จริงอยู่ที่เขาก็พอรู้ว่าคนๆนี้ไม่ใคร่จะแสดงออกอารมณ์ใดๆให้เขาได้เห็นมากนัก หรือแม้แต่จะพูดคุยกันก็ยังนับคำได้ แต่ถึงอย่างนั้นท่ามกลางการเดินทางอันแสนยาวไกลนี้...เขาก็ยังหวังว่ามิตรภาพอันดีงามนั้นจะก่อตัวขึ้นบ้าง และอะไรหลายๆอย่างที่เขาเคยนึกกลัวก็อาจจะไม่ต้องเกิดขึ้นก็เป็นได้
“ท่านไม่ได้ชอบมันหรอกหรือ”
ใบหน้างามนั้นส่ายน้อยๆ เป็นคำตอบ “ข้าชอบมันมาก แต่ก็ไม่รู้ว่ามันจะเหมาะกับนางไหม”
คำตอบแผ่วเบานั้นเรียกรอยยิ้มเอ็นดูจากร่างสูงได้ในที่สุด ยุนโฮมองคนที่ยังก้มหน้านิ่งด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก การเดินทางครั้งนี้กับคนๆนี้มีแต่เรื่องให้เขาได้ประหลาดใจ นับตั้งแต่การสับเปลี่ยนตัว เรื่องราวหิมะแรกที่ทันยาง กระทั่งเข้าสู่ซูอันเมืองหน้าด่านแห่งนี้...ภูผาและแมกไม้...เมืองเล็กๆที่คล้ายเป็นเพียงภาพลวงตาที่จับต้องได้ของดินแดนทะเลทรายอย่างซามัก
“จะซื้อให้จุนอาหรือ”
แจจุงพยักหน้ารับ ก่อนจะส่งยิ้มแห้งแล้งให้กับเจ้าเครื่องประดับในมือ “ข้ากะว่า...พอกลับไปก็ใกล้จะถึงวันเกิดของนางพอดี ข้าไม่เคยให้อะไรกับนางเลย ที่ซามักข้าก็ไม่รู้ว่ามันจะมีอะไรไหม แต่ที่นี่ก็มีแต่ของสวยๆจนข้าเองเลือกไม่ถูก”
“ไม่เห็นจะต้องรีบเลย ถ้าเลือกไม่ถูก...เดี๋ยวขากลับค่อยมาแวะใหม่ก็ได้” ยุนโฮหัวเราะเบาๆ เพราะนึกขันในความใจร้อนของผู้เป็นเงา แต่น่าเสียดายที่อีกฝ่ายกลับไม่ได้คิดเช่นนั้น มือเรียวจึงหยิบยื่นเอาของที่พึ่งได้มานั้นคืนให้กับผู้ที่จ่ายเงินซื้อมันมาในราคาแสนถูก
“ท่านลืมไปแล้วหรือเปล่า...ว่าข้ามาที่ซามักเพื่อการใด ทุกครั้งที่ข้าออกมาทำงาน...ข้าจะเผื่อใจเอาไว้เสมอ”
“แจ...” เรียวนิ้วขาวหยุดคำเรียกอันเป็นชื่อเสียงต้องห้ามเอาไว้ ยุนโฮจึงได้แต่มองคนตรงหน้าอย่างรู้สึกผิด
“หากข้าคนนี้ไม่ได้กลับไป ขอให้ท่านเป็นคนมอบมันให้นางได้ไหม...ยุนโฮ”
“หลีกไปๆ...หลบไปให้พ้น!!”
เสียงแตรเขาเป่าดังลั่นสะท้านทุกมุมเมือง พร้อมกับเสียงของนายทหารร่างใหญ่สองนายบนอาชาแต่งเกราะสีนิลที่ป่าวร้องไปตามถนนสายหลักของซูอัน ก่อนที่รอบกายของสองยอดฝีมือแห่งฮินกูรึมจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความโกลาหลของคนทั้งตลาดบีบให้ทั้งคู่แทบจะหาที่ยืนไม่ได้ เหล่าพ่อค้าแม่ขายต่างรีบโกยของเก็บยกแผงหนีเข้าตรอกที่อยู่ใกล้ตัวมากที่สุด บรรดาชาวบ้านที่กำลังเดินจับจ่ายต่างก็พาลูกหลานวิ่งหนีกันวุ่น เมื่อเห็นดังนั้นมือเรียวของผู้ดูแลแสงก็หมายจะคว้าเอาข้อมือขาวของคนข้างกายโดยสัญชาตญาณ ด้วยหวังจะพาหลบเลี่ยงความวุ่นวายที่ยังไม่รู้สาเหตุนี้ แต่ยุนโฮก็ยังช้าไปเมื่อเมื่อพ่อค้าเร่คนเดิมนั้นกระแทกแผงในมือเข้ากับหลังของร่างเพรียวอย่างจัง
“อึก!!” แจจุงสะดุ้งสุดตัว เมื่อบาดแผลที่มิยังหายดีนั้นถูกประทุษร้ายซ้ำเข้าให้ แม้พ่อค้ามากเล่ห์นั้นมิได้รู้ถึงอาการบาดเจ็บนี้มาก่อน แต่การที่จงใจแกล้งกันแบบนี้ทำให้ยุนโฮต้องฉุนขาด ชายหนุ่มคำรามในคอแต่ก็ไม่จะทำอะไรได้มากไปกว่านั้น เมื่อสองมือต้องรองรับเอาร่างที่กำลังจะถลาล้มเข้ามาไว้แนบอกเสียก่อน
“บัดซบเอ๊ย!!...ท่านเป็นอะไรมากไหม” ประโยคหลังนั้นดูอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด แจจุงเงยหน้าขึ้มมายิ้มบางให้เป็นเชิงขอบคุณ ก่อนจะต้องนิ่วหน้าอีกครั้งเพราะแรงกระแทกเมื่อครู่นั้นถือว่าหนักทีเดียวสำหรับคนที่ร่างกายยังไม่ฟื้นฟูเต็มที่เช่นเขา แต่นี่ไม่ใช่เวลาจะมาโอดครวญ ลางสังหรณ์บางอย่างบอกให้เขาต้องหนี ต้องรีบไปจากที่ตรงนี้ให้เร็วที่สุด
“ข้าไม่เป็นไร...รีบไปจากที่นี่กันเถอะ”
มือเรียวยันแผ่นอกกว้างหมายจะผละออก แต่ทว่าช้าไปเสียแล้ว เมื่อถนนทั้งสายนั้นร้างผู้คน...แต่เสียงโลหะของแผ่นเหล็กใต้ฝ่าเท้าของฝูงอาชานับร้อยนั้นดังสนั่นเต็มสองหู ในดวงตาสะท้อนม่านหมอกสีนิลกาฬท่ามกลางแสงอาทิตย์อัสดง ก่อนที่เสียงหวดแส้นั้นจะแหวกอากาศผ่านเข้ามาอย่างมิได้ทันตั้งตัว...
***********************************
ชางมินค่อยบรรจงซับผ้าผืนนุ่มในมือไปตามโครงหน้าสวยได้รูป ตั้งแต่เช้ามืดแล้วที่จุนอาจับไข้และเอาแต่เพ้อไม่ได้สติ เสียงร้องของนางทำให้ทั้งเขาและจุนซูกับยูชอนตื่นขึ้นเมื่อฟ้าเริ่มสาง สภาพของนางที่เขาได้เห็นในทีแรกนั้นทำเอาตกใจจนแทบจะทำอะไรไม่ถูก ตัวของนางร้อนจัด ใบหน้ามีแต่เหงื่อผุดพราย ปากก็เอาแต่พร่ำเรียกหาคนที่อยู่ไกลแสนไกลอย่างไม่ได้สติ กระทั่งเขาจี้จุดสกัดพลังที่ต้นแขนซ้าย ดึงเอาพลังจากรอยปานสีแดงกลับไว้ด้วยพลังแทบทั้งหมดที่เขามี นางถึงได้สงบลงและเอาแต่หลับมาจนถึงตอนนี้
“ค่อยยังชั่ว” ชายหนุ่มพรูลมหายใจยาว เมื่อวางหลังมือลงกับหน้าผากเนียนแล้วเห็นว่าอุณหภูมิในกายนางนั้นลดลง กว่าครึ่งวันที่เขาต้องอยู่เฝ้าไข้นางเพียงลำพัง บวกกับสูญเสียพลังสกัดกั้นเพลิงจากรอยปานไปมาก ย่อมทำให้ร่างกายนี้เหนื่อยล้ามากขึ้นไปอีก แม้วันนี้จุนซูจะอาสาอยู่ช่วยแต่เขาก็ปฏิเสธไป เพราะงานที่ร้านน้ำชาคงไม่สะดวกถ้าหากจะให้เถ้าแก่เช่นยูชอนต้องดูแลเพียงคนเดียว ครั้นจะให้ปิดเสียก็กลัวจะเป็นที่ผิดสังเกตของคนคอยสังเกตการณ์จากตึกใหญ่ โชคดีที่วันนี้ไม่มีร่างให้เขาต้องออกชำระ มิเช่นนั้นเขาคงได้ป่วยแทนคนที่เอาแต่หลับตาพริ้มอยู่ในตอนนี้
นึกแล้วชางมินก็ยิ่งคิดถึงยุนโฮ หากตอนนี้ศิษย์พี่ของเขาอยู่ด้วยก็คงจะดีไม่น้อย ยอมรับตามตรงว่างานละเอียดอ่อนเช่นนี้เขาไม่เคยได้แตะเมื่อยามที่ยุนโฮยังอยู่ เรื่องเล็กเรื่องน้อยทุกอย่างที่เป็นของยองอุงจุนอานั้นอยู่ภายใต้การดูแลของยุนโฮแทบทั้งสิ้น ผิดกับตัวเขาที่มีหน้าที่ในสายข่าวและงานชำระร่างเสียมากกว่า คิดแล้วก็ยิ่งรู้สึกนับถือในตัวศิษย์ผู้พี่ เพราะถึงแม้จะต้องคอยดูแลจุนอาแบบนี้ ทุกครั้งที่มีโอกาสยุนโฮก็ยังจะออกมาช่วยเขาตามล่าชำระร่างอยู่เสมอ
“อือ...ชางมิน”
“ครับ!” เสียงเรียกแผ่วเบาทำให้ชางมินหลุดจากความคิดเรื่อยเปื่อยของตัวเอง ริมฝีปากได้รูปยกยิ้มดีใจเมื่อเห็นผู้เป็นนายนั้นฟื้นเสียที จุนอากระพริบตาเบาๆก่อนจะส่งยิ้มบางมาให้เช่นกัน แต่ถึงอย่างนั้นใบหน้าของนางยังคงขาวซีดและทำให้เขาอดเป็นห่วงอยู่ไม่ได้
“เป็นยังไงบ้างครับ ปานนั่นกำเริบ...และท่านก็สลบไปตั้งครึ่งค่อนวัน ทำเอาข้าใจไม่ดีเลย”
เห็นชางมินเล่าด้วยท่าทางเป็นกังวลนางจึงยิ้มอีกครั้ง “ข้าชินแล้ว...ไม่เป็นไรแล้วล่ะ ขอบใจเจ้ามากนะที่เป็นห่วง นี่คอยอยู่ดูแลข้าตลอดเลยหรือ”
“เอ่อ...” ชายหนุ่มยกมือขึ้นลูบท้ายทอยแก้เก้อ ก่อนจะตอบไปตาจริง “ข้าเองก็ไม่ได้ทำอะไรมากหรอก น้ำอุ่นนี้จุนซูก็เตรียมไว้ให้ ยาที่ให้ท่านดื่มยูชอนก็เป็นคนปรุง ส่วนข้าเองก็มีแต่หน้าที่คอยเฝ้าท่านไว้เท่านั้น”
“เจ้าทำให้ข้าคิดถึงยุนโฮ”
“หืม?”
“เมื่อก่อนยุนโฮก็ต้องคอยเฝ้าข้าอย่างนี้ ข้าเบื่อตัวเองนัก...บางครั้งก็เกลียดตัวเองมาก จนแทบอยากจะตัดเจ้าแขนบ้าๆนี่ทิ้งไปเสีย จะได้ไม่ต้องเป็นภาระของคนอื่น”
“ไม่หรอกครับ...ข้าเองไม่เคยคิดว่าท่านเป็นภาระ ยุนโฮเองก็เช่นกัน...พวกเราเต็มใจที่จะดูแลท่าน...นับตั้งแต่วินาทีแรกที่ก้าวเท้าเข้ามาในตระกูลคิมแล้ว”
“ชางมิน...” จุนอามองคนที่อยู่ใต้อาณัติอย่างนึกขอบคุณ ไม่รู้จะเอ่ยคำอันใดได้ดีไปกว่ารอยยิ้มจริงใจส่งไปให้
“ที่จริง...ท่านเองก็ทำให้ข้านึกถึงคนๆหนึ่งเหมือนกัน”
“เอ๋?”
“ท่านทำให้ข้านึกถึงน้องสาวข้า”
“น้องสาว?” จุนอาทำหน้าสงสัย ชางมินอยู่กับนางมาหลายปี...ทำไมนางถึงไม่เคยรู้ หรือเพราะชางมินไม่เคยบอก
“ที่จริง...ข้ามีน้องสาวคนหนึ่ง แต่เราจากกันมานานแล้ว...ข้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตอนนี้นางอยู่ที่ไหน...จะเป็นตายร้ายดียังไง”
“ชางมินอา...” จุนอามองคนข้างกายที่ทอดสายตาไปไกลอย่างไร้จุดหมาย ดวงตาคมที่มักจะแฝงแววขี้เล่นไว้ทุกครั้งกลับหม่นหมอง บรรยากาศรอบกายของชางมินที่เคยมีแต่เสียงหัวเราะและเฮฮากลับดูว้าเหว่อย่างน่าใจหาย และดูเหมือนชางมินจะรู้ว่าเขาเองกำลังทำให้ผู้เป็นนายไม่สบายใจ สุดท้ายชายหนุ่มจึงรีบหันกลับมาส่งรอยยิ้มกวนๆอย่างเคยก่อนจะรีบเปลี่ยนเรื่องเสีย
“เฮ้อ...เดี๋ยวข้าเข้าไปดูในครัวดีกว่าว่ามีอะไรให้ท่านบ้าง ไม่ได้กินอะไรเลยมาทั้งวันคงจะหิวแล้วสินะครับ” ไม่ว่าเปล่าร่างสูงยังยันกายขึ้นในทันที ก่อนจะหันหลังออกจากห้องนอนไปอย่างเงียบๆ ทิ้งไว้แต่เพียงสายตาอาทรของแสงแห่งฮินกูรึม ที่ได้แต่เฝ้าภาวนา...
“ท่านจะต้องได้เจอนางอีกครั้ง...ชางมิน”
***********************************
เสียงแส้หวดนั้นดังเพราะแรงที่ผู้ใช้มันไม่ได้ออมมือเลยสักนิด แรงปะทะกับอากาศเพียงเสี้ยววินาทีนั้นรุนแรงจนผู้คนที่ยืนมองดูเหตุการณ์อยู่ตามข้างทางนั้นหวาดหวั่น แต่ไม่ใช่กับยอดฝีมือแห่งฮินกูรึมทั้งสอง
...หมับ!!!...
ฝ่ามือแกร่งคว้าจับแส้หนังสัตว์อันเกรี้ยวกราดไว้คล้ายกับมันเป็นเพียงแค่ของเล่น ในขณะที่ร่างในอ้อมแขนนั้นหยัดกายยืนขึ้นอย่างอาจหาญพร้อมๆกัน ดวงตาคมมองปราดตามสายแส้ที่โยงหาผู้เป็นเจ้าของ เป็นชายสูงวัยที่สวมชุดเกราะเหล็กเต็มยศบนหลังอาชาหุ้มเกราะแบบเดียวกับที่เที่ยวป่าวประกาศกลางตลาดเมื่อครู่ ต่างกันแค่เพียงชายผู้นี้มีท่าทีดุดัน สวมหมวกเหล็กติดสัญลักษณ์แม่ทัพ และปักหลักอยู่หน้ากองทหารนับร้อยนายที่ด้านหลังปักธงสัญลักษณ์รูปอินทรีย์ไว้
...เหยี่ยวทะเลทราย...นี่คือกองกำลังแห่งซามัก...
“พวกเจ้าอยากหัวขาดกันหรือไง!! ถึงได้กล้ามาขวางทางขบวนของแทวัง”
แทวัง...ฉายามหาราชแห่งซามัก...เจ้าผู้ครองนครวัยยี่สิบสามผู้นั้นน่ะหรือ ชื่อเสียงของบุคคลที่แฝงกายอยู่ในขบวนไม่ได้ทำให้ทั้งยุนโฮและแจจุงนึกกลัว หากแต่สร้างความประหลาดใจเสียมากกว่า เท่าที่รู้มามหาราชผู้นี้นำทัพไปปราบชนเผ่าทางใต้ที่ลุกขึ้นมาต่อต้าน จากที่ได้ข่าวมาเมื่อสองวันก่อน...กองกำลังกลุ่มนี้ยังคงอยู่ที่ยังฮวาห่างจากทันยางนับร้อยลี้ แล้วนี่ไม่หลับไม่นอนกันเลยหรือถึงได้มาถึงซูอันพร้อมกับพวกเขา
“เจ้าต่างหากที่สมควรหัวขาด กล้าดียังไงถึงมาเสียมารยาทกับนางแบบนี้”
ยุนโฮตอบกลับเสียงเรียบ ก่อนที่ข้อมือแกร่งจะออกแรงกระตุกอีกครั้งเมื่อแม่ทัพผู้นั้นเริ่มต้านทานเขา จนในที่สุดผู้อาวุโสกว่าก็เป็นฝ่ายหมดความอดทน น้ำเสียงแหบห้าวคำรามก้องด้วยความโมโหที่ถูกท้าทายอย่างไม่เคยมีมาก่อน
“บังอาจนัก!!! พวกเจ้า...จับตัวพวกมันไว้!!”
สิ้นเสียงคำสั่งของผู้เป็นนาย เหล่าทหารที่ยืนอยู่แถวหน้าหลายสิบนายต่างก็เฮโลเข้าใส่ตัวคนทั้งคู่ พร้อมกับที่แม่ทัพร่างยักษ์นั้นออกแรงกระชากแส้ในมือสุดแรง ส่งให้ร่างของผู้ดูแลแสงต้องทะยานขึ้นกลางอากาศตามแรงเหวี่ยง
“ยุนโฮ!”
มือเรียวจำต้องละออกจากเอวบางที่คอยประคองไว้ ก่อนจะพุ่งตัวไปตามทิศทางของเส้นแส้เพื่อลดแรงต้านทาน ร่างของยุนโฮหมุนคว้างอยู่กลางอากาศก่อนจะพลิกกายอย่างรวดเร็ว เพียงพริบตาเดียวนัยน์ตาคมกริบก็ประสานเข้ากับแววตากร้านกร้าวของศัตรูอย่างท้าทาย ยุนโฮยังไม่ยอมปล่อยมือจากสายแส้...และแม่ทัพผู้นั้นก็เช่นกัน
“ย่าห์!!” แม่ทัพแห่งซามักดีดตัวลงจากหลังม้า ก่อนที่จะเข้าประมือกับบุรุษชุดขาวที่ทะยานเข้ามาจนประชิดตัว รูปร่างที่สูงใหญ่ไม่ใช่อุปสรรคในการเคลื่อนไหวของชายแก่เลยแม้แต่น้อย ตรงข้ามกลับพลิ้วกายปัดป้องรุกรับได้ทุกระบวนท่า ฝ่ามือแฝงพลังวัตรกล้าแกร่งสะบัดขึ้นเกร็งต้านการปะทะจากอีกฝ่าย พร้อมทั้งสองเท้าที่ย่ำลงปักหลักกับพื้นอย่างมั่นคง
...เปรี้ยง!!...
เสียงซัดฝ่ามือของยุนโฮดังลั่นสะท้านไปทั่วทั้งตลาด บรรดาร้านค้าและชาวบ้านทั้งหลายที่แอบมองดูเหตุการณ์ต่างพากันยกมือขึ้นปิดหู พร้อมทั้งข้าวของบริเวณใกล้เคียงล้วนกระจัดกระจายจากพลังสะท้อนที่ออกมาจากฝ่ามือนั้น ยุนโฮรู้ดีตั้งแต่แรกว่าเขาจะประมาทคนผู้นี้ไม่ได้ จึงหมายใช้พลังถึงหกเจ็ดส่วนตั้งแต่ฝ่ามือแรก และเป็นดังคาด...แม่ทัพเฒ่าผู้นี้ไม่ได้คิดจะออมมือให้เขาเลยเช่นกัน
“หึ...พลังปราณสายขาว หัตถ์วายุคร่ามังกร...เจ้าเป็นอะไรกับจองฮันโฮ”
.
.
.
“ยุนโฮ!” แจจุงร้องเรียกได้พียงเท่านั้น ร่างของยุนโฮก็ทะยานไปตามแรงของฝ่ายตรงข้ามเสียแล้ว พอเหลียวมองรอบกายก็รายล้อมไปด้วยทหารชั้นเลวนับสิบที่หมายจะจับกุมเขา เพียงเท่านั้นสายตาของเงาแห่งฮินกูรึมก็เปลี่ยนไปฉับพลัน สัญชาตญาณแห่งการต่อสู้นั้นตื่นขึ้นเฉกเช่นทุกครั้งที่ต้องลงมือทำงาน ต่างกันเพียงครั้งนี้เขาอยู่ในที่แจ้ง และแฝงกายใช้นามของผู้อื่น...มิใช่ฑูตปลิดวิญญาณแห่งฮินกูรึม
มือขวาของแจจุงสะบัดเพียงเบาๆ ก็ปรากฏลูกแก้วสีเงินเงาหนึ่งคู่ ก่อนจะสะบัดเพียงอีกครั้งเหวี่ยงเอาลูกแก้วลูกแรกออกไปเพื่อซัดใส่ข้อมือของทหารคนแรกที่เข้าถึงตัว เสียงกระทบของมันดังกึกก่อนที่ดาบจะร่วงหลุดจากมือของทหารเลวคนนั้น พร้อมกับที่มันก้มลงกุมข้อมือตัวเองไว้แน่น ไม่ต่างจากพวกพ้องคนอื่นๆที่มีชะตาเดียวกันเมื่อยามที่หมายจะเข้าใกล้ร่างเพรียวภายใต้จิฮายะสีขาวนั้น
...คือข้อมือถูกซัดจนกระดูกแตกด้วยลูกแก้วเพียงลูกเดียว...
ในมือของแจจุงยังคงถือลูกแก้วอีกลูกไว้ ลูกแก้วสองลูกเชื่อมกันได้ด้วยเส้นใยสีขาวที่ถักทอและยืดยาวได้ไม่รู้จบ จนกลายเป็นสายแพรเนื้อบางทว่ากลับแข็งแรงและยืดหยุ่นได้อย่างน่าอัศจรรย์ เหมือนกลชั้นเลิศที่สร้างความพิศวงให้แก่ผู้พบเห็น ด้วยน้อยคนนักที่จะรู้ว่าในตัวลูกแก้วนั้นเลี้ยงสัตว์หายากในรอบหลายร้อยปีเอาไว้ ตัว ‘ไหมหิมะ’ ที่จะไม่มีวันตายหรือหยุดสร้างไยจนกว่านายของมันจะสิ้นลม
...เคร้ง!!!...
เสียงปลดอาวุธยังคงดังอยู่อย่างต่อเนื่อง สลับกับเสียงโอดโอยของเหล่าทหารที่ยังคงเรียงหน้าเข้ามาเรื่อยๆ อาจจะเป็นโชคดีของพวกมัน...ที่แจจุงไม่ได้คิดจะสังหารใครในเวลานี้ เพียงแต่ปลดอาวุธและปกป้องตัวเองไว้เพียงแค่นั้น แต่นั่นยิ่งทำให้การต่อสู้นี้ยืดเยื้อ ทหารกล้าแห่งซามักไม่มีใครกลัวตาย และถือคำสั่งของผู้เป็นนายไว้เหนือหัว คนเจ็บมีมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ยุนโฮยังคงติดพันการต่อสู้กับแม่ทัพผู้นั้น นัยน์ตาสีชาที่คมกล้าดุจพญาเหยี่ยวยังคงจับจ้องการเคลื่อนไหวของยอดฝีมือทั้งสอง พร้อมกับรอยยิ้มพรายที่ผุดขึ้นอย่างพึงพอใจ
...ตุบ...เคร้ง!!...
...ฟึบ!!...
เหนือความคาดหมายของผู้ใด ร่างสูงใหญ่ที่แอบแฝงอยู่ในกองทัพทะเลทรายกลับโจนทะยานออกจากหลังม้า ดวงตาของแจจุงจับภาพการเคลื่อนไหวของร่างนั้นได้ทันทีโดยสัญชาตญาณ ก่อนที่มือเรียวขาวจะกระตุกลูกแก้วอีกลูกที่หมุนคว้างกลางอากาศกลับ แต่ทว่าไม่น่าเชื่อ...มันกลับช้ากว่ามือหยาบใหญ่ที่คว้าจับมันไว้ได้อย่างฉิวเฉียด
ริมฝีปากได้รูปกระตุกรอยยิ้มร้าย ก่อนที่ชายในชุดออกศึกเต็มยศตรงหน้าจะออกแรงกระตุกผ่านสายผ้าแพร ส่งให้ร่างของเงาแห่งฮินกูรึมต้องถลาไปด้านหน้า แต่ถึงอย่างนั้นแจจุงก็มีสติพอที่จะสลับมือคว้าเอาดาบของทหารที่ตกอยู่ไว้ ในขณะที่อีกข้างยังคงยื้อลูกแก้วในมืออย่างสุดแรง
...เคร้ง!!!!!!...
สองดาบสองสายตาปะทะกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เสียงโลหะกระทบกันดังกึกก้องจนเรียกให้สายตาของทุกผู้จับจ้องมาที่จุดเดียว
...หนึ่งดาบในมือของร่างระหงผู้สูงศักดิ์แห่งเมือหมอกขาว...
...และหนึ่งดาบในมือของเจ้าผู้ครองนครซามัก...มหาราชในประวัติศาสตร์...แทวัง...ชเวซีวอน...
![]()
TBC