Short-fic

Never change

posted on 25 May 2009 23:00 by shion-moongrow  in Short-fic

 

 


   
Title : Never change
Author : Shion
Pairing : Yunho x Jaejoong, Yoochun x Junsu, Ft. Changmin
Genre : drama/yaoi
Rating : PG-13
Author’s note : ยังเปิดสำรวจจำนวนคนที่ต้องการรวมเล่ม Puzzle กับ Love fool อยู่ นะคะ^^
ตามไปตามลิงค์นี้ค่ะ
 
http://shion-moongrow.exteen.com/20090328/puzzle-26

Warning : ฟิกเรื่องนี้เป็นเพียงเรื่องราวสมมติที่แต่งขึ้น อาจมีการใช้ชื่อบุคคลหรือสถานที่ที่มีอยู่จริง แต่เหตุการณ์ต่างๆในเรื่องไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับชีวิตจริงของบุคคลในฟิก และไม่ได้มีเจตนาที่จะทำให้บุคคลเหล่านั้นเสื่อมเสียชื่อเสียงแต่อย่างใด เนื้อเรื่องทั้งหมดเป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้นเพื่อความบันเทิง และมีเนื้อหาเกี่ยวกับ boy’s love หรือ yaoi ขอให้พิจารณาก่อนอ่าน หากรับไม่ได้ขอให้ปิดหน้านี้ลงเสีย...ขอบคุณค่ะ

 

 

 

 


Never change

 


บางคนมีความสุขที่ได้รออยู่ตรงนี้...ตรงที่เดิมที่ได้รับความอบอุ่นที่โหยหา
ตรงที่เดิม...ที่คอยเฝ้าย้ำกับตัวเองว่ามันเป็นที่ของเขา
...ที่เดิม...ที่ใครคนนั้นจะมองเห็นเขาเสมอ
...ที่เดิม...ที่จะไม่มีใครมาทดแทนได้

...ไม่มี...

 

.
.
.

 

...ปึง!...

 

 

มือเรียวดึงประตูอพาร์ตเม้นท์ให้ปิดลง   ก่อนจะคลำหาสวิทช์ไฟอย่างเคยชิน   พอแสงตรงทางเดินสว่างขึ้น   ยูโนว์ยุนโฮก็ถอดผ้าใบสีขาวคู่เก่งวางบนชั้นข้างฝา   ขาคู่ยาวพาร่างกายอ่อนล้าไปตามทางเดิน   ก่อนจะหยุดนิ่งตรงห้องนั่งเล่นอันเคยเป็นมุมโปรดของเขาเองและสมาชิกในวง   วันเวลาหมุนผ่าน...คนเราเองก็เปลี่ยนไป   ทั้งยูชอน...จุนซู...ชางมิน...หรือแม้แต่ตัวเขา   เพราะทุกคนต่างโตขึ้น   ต่างต้องมีโลกของตัวเอง   ต่างต้องพบเจอกับผู้คน   ยุนโฮคิดเช่นนั้น...ทว่าไม่ใช่กับใครอีกคน    

...แจจุงยังคงอยู่ตรงนั้น...

เจ้าของร่างสูงโปร่งภายใต้ชุดนอนสีเข้มยังคงรอเขาอยู่ที่เดิม   คู้กายอยู่บนโซฟาตัวเดิมราวกับลูกแมวตัวน้อย   เปลือกตาบางหลับพริ้ม...ซ่อนนัยน์ตาสวยแต่แสนเศร้าไว้ในยามนิทรา  จมูกโด่งรั้นผ่อนผ่านลมหายใจเข้าออกอย่างสม่ำเสมอ   ริมฝีปากแดงเผยอน้อยๆคล้ายเชื้อเชิญให้สัมผัสโดยไม่รู้ตัว  เป็นภาพเดิมๆที่เขามองเห็นอยู่ทุกวัน  

...แจจุงไม่เคยเปลี่ยน...

เขาช้อนร่างของเพื่อนร่วมวงขึ้นอุ้ม   ก่อนที่ดวงตาของคนที่ควรหลับอยู่จะค่อยปรือปรอยขึ้น    ดูเหมือนแจจุงไม่ได้แปลกใจเลยสักนิด

...แจจุงยังเหมือนเดิม...

“กลับมาแล้ว”    ยุนโฮเอ่ยเบาๆ   ราบเรียบ...เพราะเป็นบทพูดเดิมๆ...เป็นเรื่องราวซ้ำๆ...เป็นไปโดยอัตโนมัติเมื่อได้เห็นอีกฝ่ายแย้มยิ้มให้   ก่อนสองแขนจะวาดคล้องคอเขา...ก่อนใบหน้าสวยยิ่งกว่าใครจะซุกซบลงกับอก   ปล่อยให้เขาโอบอุ้มไปจนถึงเตียงหลังใหญ่ที่ในระยะหลังนี้ดูเหมือนจะไม่ค่อยถูกใช้งานบ่อยนัก    ด้วยเพราะเขาเองมักจะไปค้างบ้านเพื่อน   และแน่นอนว่าแจจุงเองก็รอเขาอยู่ตรงโซฟานั้นเสมอ    ไม่ว่าเขาเองจะกลับมาหรือไม่ก็ตาม   เขารู้...เพราะหากกลับมาในตอนเช้า...ก็จะเห็นแจจุงยังคงนอนอยู่ที่ตรงนั้น

...แจจุงไม่เคยไปไหน...

เขาวางแจจุงลงกับที่นอนนุ่ม   ดึงผ้าห่มคลุมให้เสร็จสรรพ   ก่อนจะก้มลงกระซิบเบาๆอีกครั้ง   มองดูใบหน้าง่วงงุนพยักรับน้อยๆ    แล้วจึงผละหายเข้าไปในห้องน้ำโดยไม่ต้องตระเตรียมสิ่งใด    ผ้าเช็ดตัว...แปรงสีฟัน...เจลล้างหน้า...สบู่เหลวกลิ่นเดิม...ไปจนถึงชุดนอนที่หอมกลิ่นน้ำยาปรับผ้านุ่มจางๆ    ทุกอย่าง...

...แจจุงเตรียมไว้ให้เขาแล้วเสมอ...

ยุนโฮกลับเข้ามาในห้องนอนอีกครั้ง    จัดการปิดไฟทุกดวงแล้วจึงเดินไปยังเตียงที่มีใครอีกคนรออยู่    ก่อนจะค่อยทิ้งกายลงนอนเคียงข้าง   สอดกายเข้าใต้ผ้าห่มผืนเดียวกัน    แล้วสองแขนก็รับเอาร่างเพรียวที่พลิกเข้าหาอ้อมกอดของเขาเอาไว้   จมูกโด่งจรดลงกับเรือนผมนุ่ม   สูดเอากลิ่นหอมกรุ่นที่คุ้นเคย   ก่อนจะหลับตาลงแล้วจึงตามอีกคนเข้าสู่ห้วงความฝัน    คืนนี้...

...แจจุงยังคงอยู่ในอ้อมกอดเขาเช่นเคย...

ยุนโฮเคยถามตัวเอง...ว่าความสัมพันธ์ระหว่างเขาและแจจุงนั้นคืออะไร   ยังจะเรียกว่าเพื่อนได้อยู่ไหม...ในเมื่อยังคงโอบกอดเอาไว้แบบนี้    ยังคงห่วงหาและคิดถึงทุกครั้งที่ต้องห่างหายกันไป    ยังต้องกลับมาทุกครั้งเมื่อคิดว่ามีใครที่รอเขาอยู่    ใครคนนั้นที่ใส่ใจเขาในทุกๆเรื่องยิ่งกว่าใคร

...แจจุงยังคงเป็นใครคนนั้นสำหรับเขา...

แต่จะเรียกว่าคนรักได้ไหม...ในเมื่อต่างไม่มีใครเคยบอกว่ารัก    ในเมื่อเขาไม่เคยล่วงเกินอีกฝ่ายไปเกินกว่านี้    ไม่เคยกอดจูบแนบกายเช่นผู้หญิงคนไหนๆที่ผ่านเข้ามา     ในเมื่อเขาเองยังคงเห็นความสัมพันธ์ของเพื่อนเก่าสมัยเรียนว่าสำคัญไม่แพ้กัน    ในเมื่อเขายังคงต้องการโลกส่วนตัวที่ได้เป็นจองยุนโฮไม่ใช่ยูโนวยุนโฮ     ในขณะที่ตัวเขาเองก็รู้...รู้ดีว่าตัวเองอาจจะยังคงเป็นโลกทั้งใบสำหรับแจจุงอยู่ฝ่ายเดียว

...เราสองคน...จะเรียกว่าคนรักได้ไหม...

 

.
.
.

 

“แจจุง...แจจุงอา”   ยุนโฮเรียกคนข้างกายซ้ำๆ    หลังจากที่ต้องตื่นเพราะความอุ่นระอุของผิวกายที่เขาสัมผัสได้ในอ้อมแขน  แจจุงตอบรับด้วยเสียงเครือคราง   มือเรียวจึงยกขึ้นเกลี่ยปอยผมชื้นให้ก่อนจะทาบมันลงกับหน้าผากมนอีกครั้ง  

“นายเป็นไข้”   ว่าพลางลุกออกจากเตียง   ก่อนจะหันมาสั่งคนที่กำลังพยายามจะลุกขึ้นตาม   “ไม่ต้องหรอก...รออยู่นี่เถอะ”
 
หลังจากออกจากห้องไปนานครู่ใหญ่    ยุนโฮก็กลับเข้ามาอีกครั้งพร้อมกับยาลดไข้ที่อีกฝ่ายรับเอามาส่งเข้าปากอย่างไม่อิดออด   คิมแจจุงคนดื้อที่เกลียดกลัวการกินยาคงมีแต่ในนิยายเท่านั้น   เรื่องจริงคือแจจุงรู้ดีว่าสุขภาพเป็นเรื่องสำคัญ   และเป็นผู้ใหญ่พอไม่ต้องให้หัวหน้าวงเช่นเขาคอยจ้ำจี้จ้ำไชกับเรื่องเล็กน้อยเพียงแค่นี้   

พอจัดการให้นักร้องนำที่เริ่มจะไอค่อกแค่กนอนลงอีกครั้ง   ก่อนจะเช็ดเนื้อเช็ดตัวให้พร้อมกับแปะแผ่นเจลลดไข้ที่เจ้าตัวเป็นคนซื้อติดบ้านไว้เองเสร็จแล้ว   เปลือกตาบางก็ปิดลงอีกครั้งอย่างง่ายดาย   ยุนโฮมองดูคนบนเตียงด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก   ในใจนึกอยากจะตำหนิที่เอาแต่รอเขาโดยไม่ใส่ใจสุขภาพของตัวเองจนต้องมาเจ็บมาไข้แบบนี้    แต่จิตสำนึกกลับทำให้รู้สึกผิดไม่น้อยที่ตัวเองเป็นต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด    หากย้อนกลับไปมองตั้งแต่ต้น...ไม่ใช่เขาเองหรอกหรือที่ไม่เคยห้าม   ไม่ใช่เขาเองหรอกหรือที่รั้งแจจุงไว้ไม่ให้ย้ายออกไปเหมือนยูชอน   และไม่ใช่เขาเองหรอกหรือที่ยินดีที่สุด...อุ่นใจที่สุดยามที่มีคนเฝ้ารอการกลับมาทุกครั้ง

คนเรามีสิทธิ์ไขว่คว้าหาความสุข   หากความสุขของแจจุงคือการได้รอแม้จะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม    แล้วความสุขของเขาเองคืออะไร   คือการที่มีคนรอคอยอยู่อย่างนี้...หรือเป็นเพียงความเห็นแก่ตัวกันแน่...ยุนโฮตอบตัวเองไม่เคยได้เลย

 

.
.
.

 

...ไม่ใช่หรอก...พี่ยุนโฮแค่ไม่เคยยอมรับความจริงต่างหาก...

ชางมินมองดูพี่ชายคนรองของวงกำลังสาละวนกับถุงยาหลายอย่างที่พี่ใหญ่อย่างแจจุงต้องกินหลังอาหาร    แม้มื้อเย็นวันนี้จะเป็นเพียงอาหารตามสั่งง่ายๆที่แวะซื้อขากลับมาจากบริษัท   แต่มันก็อร่อยกว่าทุกๆวัน...ชางมินคิดเช่นนั้น   อาจจะเพราะนานแล้วที่ไม่ได้ร่วมวงกันทานข้าวที่บ้านพร้อมหน้าพร้อมตากันแบบนี้    คนความจำดีอย่างเขาก็ยังจำไม่ได้แล้วด้วยซ้ำว่าความห่างเหินระหว่างพวกเขามันเริ่มขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่    อาจจะตั้งแต่ที่ยุนโฮเริ่มรวมกลุ่มคลับ85   อาจจะตั้งแต่ที่ยูชอนย้ายไปอยู่กับแม่และน้องชาย   อาจจะตั้งแต่จุนซูกลับไปเยี่ยมที่บ้านบ่อยขึ้น   หรืออาจจะตั้งแต่ที่เขาเองเริ่มดื่มเริ่มเที่ยวมากขึ้น   

...หรืออาจจะก่อนหน้าเรื่องราวเหล่านั้นแล้วก็ได้...

“อ่ะ...ชางมิน”    จู่ๆคิมบับชิ้นโตก็วางลงในชามข้าวตรงหน้า    ชางมินก้มมองมันทีหนึ่งก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองคนที่ยกมันให้เขา   จึงเห็นแจจุงส่งยิ้มอ่อนโยนให้พร้อมกับเอ่ยเบาๆ

“กินเยอะๆสิ   วันนี้ซ้อมหนักไม่ใช่หรือ”

“แจจุงอ่า...”    เสียงพ่อหมีของวงขัดขึ้นเสียก่อนที่ชางมินจะได้เอ่ยอะไร   “นายป่วยอยู่นะ   ต้องกินเยอะๆสิ”

“แต่ฉันอิ่มแล้ว”   

ชางมินมองดูพี่ชายคนสวยยู่หน้า    ที่จริงเขารู้ว่าเพราะลิ้นของคนป่วยไม่ยอมรับรสต่างหากถึงไม่ยอมกิน    แต่ก็เพราะกลัวคนที่ซื้อมาจะเสียใจถึงได้บอกว่าอิ่มแล้ว   แต่กระนั้นยุนโฮก็ยังคะยั้นคะยอให้แจจุงกินส่วนที่ตัวเองแบ่งให้อีกสักนิดก็ยังดี   เสียงโต้เถียงง้องแง้งของพี่ใหญ่ทั้งคู่ทำให้ชางมินอดยิ้มออกมาไม่ได้    นานแล้วที่เขาเองไม่ได้เห็นภาพอะไรแบบนี้    นานจนไม่รู้ตัวเลยว่าแท้จริงแล้วเขาคิดถึงภาพของครอบครัวทงบังชินกิมากมายแค่ไหน    จนอดนึกขอบคุณเจ้าไข้หวัดที่ทำให้แจจุงป่วยไม่ได้    ไม่อย่างนั้นเช้านี้ยุนโฮคงไม่รีบพาคนไข้สูงไปหาหมอตั้งแต่ตีห้า   ไม่อย่างนั้นวันนี้เขาคงไม่ยกเลิกนัดดื่มกับพวกซูเปอร์จูเนียร์    ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่เห็นออดี้A8ขับเข้ามาจอดที่พารากอนตั้งแต่หัวค่ำ    หรืออาจไม่ได้ยินเสียงฮัมเพลงไปพลางเตรียมโต๊ะอาหารไปพลางของใครบางคน

“อา...อิ่มจังเลย”   จู่ๆเสียงใสของคนข้างๆก็เรียกให้เด็กหนุ่มหลุดจากความคิดจมจ่อมของตัวเอง   ซีอาจุนซูกำลังเอนหลังตีพุงน้อยๆอย่างแสดงท่าทีว่าอิ่มแปล้เต็มที    ก่อนจะหันมายิ้มให้จนเขาเองยังนึกแปลกใจไม่ได้

“มีอะไรหรือพี่จุนซู?”   ชางมินถาม...ตรงไปตรงมาเช่นเคย

“ชางมินอา...นายยังไม่อิ่มอีกหรือ?”

“อะไรกันเล่า?”

“ฉันอยากเล่นเกม...วันนี้ฉันแวะซื้อXXXมาใหม่ด้วย”

“แล้วไงล่ะฮะ?”

“ปะ!...นายอิ่มแล้วใช่ไหม...ไปเล่นเกมกัน!”   ไม่ว่าเปล่า   พี่ชายร่างเล็กของเขายังหันมาคว้าแขนที่ยังถือตะเกียบไว้เสียหน้าตาเฉย   ไอ้เรื่องคิดเองเออเองนี่คิมจุนซูเขาถนัดนักล่ะ!

“แต่ผมยังไม่อิ่มเลยนะ!”

“แต่ฉันอยากเล่นแล้วอ่ะ!”
                                
“ก็ไปชวนพี่ยูชอนสิ”

“ไม่เอา...หมอนั่นเพิ่งจะมาถึง   กินได้ไม่ถึงครึ่งของนายด้วยซ้ำ   น่า...นะ...ชางมินอ่าๆ!!”   ในที่สุดเขาเองก็ต้องยอมแพ้ให้กับเสียงโลมาที่งอแงอยู่ข้างหูจนได้   ชางมินลุกขึ้นยืนจนเต็มความสูงด้วยหน้าตาเหนื่อยหน่าย   ก่อนจะเดินตามคนที่ลิงโลดใจวิ่งนำเขาไปนั่งจุ้มปุ๊กอยู่หน้าจอโทรทัศน์ก่อนแล้ว   แต่ถึงเขาเองจะบอกว่ารำคาญ...อาจจะเคยบอกอย่างนั้น...แต่ชางมินก็ยังคงยอมเล่นเกมเป็นเพื่อนพี่ชายคนนี้ทุกครั้ง

...มันเป็นแบบนี้เรื่อยมา...และหวังว่าต่อแต่นี้...มันจะเป็นแบบนี้ตลอดไป...


.
.
.

 

หลังจากวางมือจากจานชามกองโตที่ลงมือล้างเองจนสะอาดเอี่ยมแล้ว   มิกกี้ยูชอนคิดว่าเขาเองควรจะอาบน้ำเสียก่อนที่เพื่อนร่วมวงอีกสองคนจะเล่นเกมเสร็จจะดีกว่า   นึกถึงเมื่อก่อนที่ต้องอยู่รวมกันห้าคนโดยที่มีห้องอาบน้ำเพียงห้องเดียวแล้วริมฝีปากอิ่มก็ยกยิ้ม    ชีวิตที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบยามเช้า   มียุนโฮคอยจี้ปลุกแต่ละคน   มีแจจุงคอยถามว่ากินข้าวที่เตรียมไว้ให้แล้วหรือยัง   มีชางมินคอยจ้องจะกินส่วนของเขา   และมีจุนซูคอยวิ่งไปแย่งที่นั่งบนรถของเขาเป็นประจำ

...ทุกอย่างกลายเป็นอดีตไปตั้งแต่เมื่อไหร่...

ยูชอนถอนใจยาว    ก่อนจะตัดใจก้าวไปทางห้องนอนที่ในอดีตเคยเป็นของเขา  จุนซู  และชางมิน    เมื่อก่อนเขาเองอาจจะต้องแชร์ห้องกับแจจุง    แต่พอช่วงไหนงานยุ่งผู้จัดการอีกสองสามคนก็ต้องผลัดกันมาอาศัยนอนกับพวกเขาอยู่หลายคราว   ลีดเดอร์อย่างยุนโฮจึงยกห้องนอนเดี่ยวของตัวเองให้บรรดาผู้จัดการเสียเลย   แล้วระเห็จตัวเองมานอนห้องเดียวกับเขา    แต่เพราะเขารู้ว่านี่เป็นโอกาสที่จะได้ให้พี่ชายคนสวยของเขาได้ใกล้ชิดกับคนที่คอยเฝ้ามองมาตลอด    สุดท้ายเขาเองก็อาศัยข้ออ้างว่าเพราะยุนโฮนอนดิ้น...ควรจะนอนคนเดียวเสียมากกว่า...พ่อมิกกี้คนดีจะเสียสละยกเตียงของตัวเองให้แล้วไปนอนกับจุนซูเอง    ซึ่งในความเป็นจริงแล้วยูชอนก็ค้นพบว่าเจ้าโลมาน้อยของวงต่างหากที่นอนดิ้นกว่าใคร

...แต่นั่นแหละ...มิกกี้ยูชอนทนได้...ก็เขาอยากช่วยแจจุงนี่นา??...

ใช่...เขากับแจจุงเป็นเพื่อนรัก...เป็นพี่น้อง...เป็นเพื่อนเที่ยวเพื่อนดื่ม...ถึงได้รู้ใจกันนัก   อาจไม่มากเท่ากับที่ยุนโฮรู้จักแจจุง   แต่ก็ได้เห็นอะไรหลายอย่างในมุมที่ยุนโฮไม่เคยมองเห็น  

...แจจุงที่น่าสงสาร...นี่อาจจะเป็นเรื่องเดียวที่เขาทำได้...

เดินคิดไปเรื่อยเปื่อยสองขาก็พาตัวเองมาหยุดอยู่ตรงหน้าตู้เสื้อผ้าจนได้    ยูชอนเปิดมันออกก่อนจะพบว่าข้าวของข้างในนั้นเหลืออยู่แทบจะนับชิ้นได้   เห็นแบบนี้แล้วคนอารมณ์อ่อนไหวก็ใจหาย    ด้วยร่องรอยที่เหลืออยู่บ่งบอกว่าเขาไม่ได้กลับมาที่นี่นานเหลือเกิน    มือเรียวความสะเปะสะปะกับกองผ้าสามสี่ชิ้นตรงพื้นตู้    ก่อนจะจิ๊ปากอย่างขัดใจเมื่อผ้าเช็ดตัวที่มักจะเก็บไว้มุมนี้เป็นประจำอันตรธานหายไปแล้ว   ถึงจะย้ายออกไปแล้วแต่เขาก็ไม่สะเพร่าถึงกับไม่เหลือของใช้จำเป็นไว้    ใครกันนะที่มาเอาของเขาไป...ถ้ารู้พ่อจะแร็พบ่นให้หูชาไปเลยคอยดู!

เสียงตึกตักข้างตัวทำเอายูชอนต้องชะโงกหน้าผ่านบานตู้ไปมอง   ร่างเล็กๆของจุนซูกำลังก้มๆเงยๆอยู่กับตู้เสื้อผ้าของตัวเอง   ดูรีบร้อนจนเหมือนมีพิรุธ   ยูชอนนิ่วหน้าอย่างที่ชอบทำก่อนจะถามออกไป

“หาอะไรอยู่หรือจุนซู?”  

“ยูชอนอา...”   เจ้าตัวเล็กหันมาพร้อมกับรอยยิ้มแหย   ก่อนจะยื่นผ้าเช็ดตัวสีฟ้าที่เขาจำได้ว่าเป็นผืนโปรดของเจ้าตัวมาให้เขา    “คราวก่อนเห็นนายใช้แล้วก็โยนทิ้งไว้ในตู้   ฉันกลัวมันจะเหม็นอับก็เลยเอากลับไปซักให้ที่บ้านแต่ลืมเอามาให้น่ะ   วันนี้ใช้ผืนนี้ไปก่อนก็แล้วกัน”

ถึงจะยังงงๆอยู่...แต่รู้ตัวอีกทียูชอนก็รับผ้าเช็ดตัวผืนนุ่มมาไว้ในมือแล้ว  

“นายเองก็จริงๆเลย...ถึงจะย้ายออกไปแล้วแต่ก็เผื่อๆไว้บ้างเถอะข้าวของเครื่องใช้น่ะ   อย่างผ้าเช็ดตัวเหลือไว้แค่ผืนเดียวเวลาส่งซักมันจะไม่พอใช้รู้ไหม   แถมใช้แล้วโยนส่งๆเข้าไปในตู้แบบนั้นกะจะเลี้ยงเชื้อราแทนเจ้าฮารางมันหรือไง”

“...”

“นี่!...คนเขาด่านายยังจะมายิ้มอยู่อีก!!”

“จุนซู~...”

 


.
.
.

 

 

“จุนซู~~...”

จู่ๆคนข้างๆก็หันมาทำตาเยิ้มเสียงหวานทั้งที่เพิ่งจะโดนเขาสวดไปหยกๆ    คิมจุนซูย่อมรู้สึกหวาดหวั่นเป็นธรรมดา  

...หรือว่าไม่ได้อยู่บ้านเดียวกันมานาน...ยูชอนมันจะเป็นบ้าไปแล้ว...

“อะ...อะไร?”  

“จุนซูอา~~~...”

“อ...อะไรเล่า?!!”

“นี่นาย...แอบชอบฉันอยู่ใช่ไหม?”

“ห่ะ!”   คิมจุนซูได้แต่อ้าปากค้าง   มิกกี้ยูชอนช่างเข้าข้างตัวเองได้อย่างร้ายกาจ   อะไรกันที่ดลใจให้สมองหนูๆของหมอนั่นคิดเรื่องแบบนี้ออกมาได้    และเหมือนคนตรงหน้าจะมีกระแสจิตอ่านใจเขาออกเสียด้วย...

“ฉันล่ะปลื้มใจจริงๆเลยที่นายใส่ใจฉันถึงขนาดนี้น่ะ   อุตส่าห์รู้ด้วยว่าฉันมีผ้าเช็ดตัวอยู่แค่ผืนเดียว   แถมยังเอามันไปซักตอนฉันไม่อยู่ให้อีก”    ไม่รู้ว่าจุนซูคิดไปเองหรือเปล่า   เขารู้สึกว่ายูชอนค่อยๆก้าวเข้ามา...ค่อยๆหรี่ตา...และมองเขาอย่างจับผิด...มันดู...

...น่าขนลุก!...

“บะ...บ้ารึเปล่า!!   ใครเขาจะทนความซกมกของนายได้กันเล่า!   ฉันทำเพราะยังต้องอยู่ร่วมห้องกับนายหรอกเฮ้ย!”   เผลอแป๊บเดียวทั้งตัวก็ถูกล้อมกรอบไปด้วยสองแขนของยูชอนเสียแล้ว   น่าแปลกที่ตอนนี้คนตัวสูงพอๆกันกลับทำให้เขาเข่าอ่อน   จนมองเห็นแนวไหล่กับไหปลาร้าที่ใครต่อใครชมนักชมหนาโผล่พ้นเสื้อคอวีมาตรงระดับสายตาพอดิบพอดี   จุนซูนึกเจ็บใจ...ไม่ว่าจะฟิตร่างกายให้ดูดีแค่ไหนยังไง    ในสายตาของเขา...ยูชอนก็ยังคงดูดีกว่าเสมอ   ช่วงไหล่ที่ตรงและกว้างกว่าเขา...ไม่ได้หนามากเพราะเจ้าตัวไม่ได้ชอบออกกำลังกาย   แต่ในยามที่มันกางกั้นบังตัวเขาไว้มิดอย่างนี้   ไหล่ของยูชอนดูจะเข้มแข็งและแบกรับทุกสิ่งทุกอย่างไว้ได้เสมอ...

“ฮะๆ...ฮ่าๆๆๆๆๆ”

“...”

“ดูหน้านายสิ...คิดไปถึงไหนต่อไหนแล้ว”

“อะ...!”

“จุ๊ๆ...จุนซูคนลามก~~”

แน่ะ!...ยังจะมาทำท่ายกนิ้วแล้วส่ายหน้าแอ๊บแบ๊วอี้กกก!!

“ไอ้บ้า!!   นายนั่นแหละบ้าๆๆๆๆ...คนบ้า...ทะลึ่ง...คน!!”


...ตึก!...


สองมือของยูชอนจับหมับเข้ากับหัวทุยๆของจุนซูไว้   ก่อนที่หน้าผากที่ปรกด้วยผมม้าเป๋ๆจะโขกลงเบาๆกับหน้าผากเนียนของอีกฝ่าย   หยุดเสียงโวยวายของคนตัวเล็กกว่าจนเงียบสนิท  

“...”

จุนซูคิดว่าปากของเขาควรจะด่า   คิดว่าสองมือของเขาควรจะผลักไส   แต่หัวใจของเขา...หัวใจของเขากลับสั่งให้เพียงหยุดนิ่งอยู่ในวงแขนของอีกฝ่ายเท่านั้น    แค่ลมหายใจร้อนๆของยูชอนปัดป่ายอยู่เพียงปลายจมูก...ก็ใช่ว่าจะไม่เคยสักหน่อยที่เวลาแกล้งกัน    หรือแม้แต่แววตาอ่อนโยนที่ส่งมาให้...ก็ใช่ว่าเขาจะไม่เข้าใจ 

...หรือว่าไม่ได้อยู่บ้านเดียวกันมานาน...เป็นเขาเองที่ท่าจะบ้าไปแล้ว...

“ฉันดีใจนะ...ที่นายยังเหมือนเดิม”   เสียงของยูชอนกระซิบแผ่ว   หน้าผากของพวกเขายังจรดกันไม่ห่าง   จุนซูไม่ได้พูดอะไรเพียงแต่ปล่อยให้สัมผัสระหว่างพวกเขาเป็นคำตอบ   เป็นเครื่องยืนยันว่าอย่างน้อยเขาเองจะยังคงอยู่ตรงนี้     ไม่ว่าเมื่อไหร่ที่ยูชอนกลับมาก็จะมาพบกับเขาที่ตรงนี้

จุนซูระบายยิ้มบาง   ไม่ว่าใครจะว่ายังไง...เขาพอใจที่จะรักษาความสัมพันธ์ที่ไม่มีคำตอบแบบนี้เอาไว้   พอใจกับระยะห่างที่ทำให้ได้คิดถึง   และพอใจกับการกลับมาของยูชอนเสมอ

“เรา...ไม่เคยมีอะไรเปลี่ยนไปเลยยูชอน”

 

.
.
.

 

แจจุงมองดูแผ่นหลังกว้างจากตรงประตูห้องนอน    ยุนโฮอาบน้ำเสร็จแล้วและกำลังกลัดกระดุมเสื้อนอนเม็ดสุดท้าย    ดวงตาเรียวยิ้มให้เขาผ่านเงาสะท้อนของกระจก    แจจุงยิ้มรับอย่าง...เก้อเขิน...เขาคิดว่ามันใกล้เคียงกับคำๆนี้   เพราะความรู้สึกที่ใบหน้านั้นร้อนผ่าว    หัวใจเต้นรัวเร็วอย่างกับเด็กสาวที่กำลังมีความรัก   ในอกตื้นตันราวกับว่าสารภาพรักไปแล้วอีกฝ่ายกำลังตอบรับ    ทว่าในคลองตากลับรื้นน้ำ...

...ถึงยังไงยุนโฮก็กลับมาแล้วไม่ใช่หรือ...

ก่อนที่ยุนโฮจะทันเห็นว่าเขาร้องไห้   แจจุงสาวเท้าเข้าไปหาแผ่นหลังที่เขาแสนคิดถึง...แผ่นหลังที่เขาคุ้นเคยแต่ก็ห่างหายมาเนิ่นนาน...สวมกอดจากด้านหลัง   ฝังใบหน้าที่เริ่มนองน้ำตาลงไปแล้วสะอื้นไห้เบาๆ  

“แจจุง...”   เขาได้ยินยุนโฮทอดน้ำเสียงอ่อนโยน  

“อย่าเพิ่งหันมา”   เขากระชับกอดรอบเอวหนาแน่นขึ้น   “ฉันไม่เป็นไร...เพียงแค่...แค่คิดถึง”

“...”

“ฉันคิดถึงนายเหลือเกิน...ยุนโฮ    คิดถึงทั้งที่เจอนายอยู่ทุกวัน   คิดถึงทั้งที่เรายังอยู่ด้วยกัน   คิดถึงจนกลัวว่าสักวัน...เราจะต้องจากกันไปจริงๆ”    เขาระล่ำระลักในตอนท้าย   ก่อนจะกดจูบลงบนแผ่นหลังที่เขาทั้งรักทั้งหวงแหน   แจจุงไม่เคยปฏิเสธเลยว่าเขาทั้งรักทั้งบูชาผู้ชายคนนี้ขนาดไหน   และไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดเขาก็ไม่เคยคิดจะเลิกรักยุนโฮเลย   เขาไม่เคยกลัวที่จะรัก...แต่กลัวที่จะไม่ได้รักต่างหาก  

...ถึงยังไงยุนโฮก็ยังกลับมาเหมือนเดิมไม่ใช่หรือ...

พอร้องมากๆเข้าก็หมดแรง   จำต้องปล่อยให้อีกฝ่ายประคองร่างกายอ่อนล้าให้หันมาเผชิญหน้ากัน   นิ้วเรียวสวยยุนโฮบรรจงเช็ดน้ำตาให้เขา   เป็นอีกครั้งที่แจจุงไม่ปฏิเสธว่าความอ่อนโยนของยุนโฮเป็นสิ่งหนึ่งที่ผูกมัดเขาไว้ไม่ให้ไปไหน   และเขาเองก็ยังโหยหามันไม่รู้จักพอเสียด้วย

“มันทรมาน...นายก็รู้”   ยุนโฮว่า   ดวงตาสีเปลือกไม้ทอดมองลงมาอย่างอ่อนโยนบนดวงหน้าที่เขาประคองไว้   “แล้วยังจะรอฉันอยู่อีกหรือ?”

...ถึงยังไงยุนโฮก็ยังเป็นห่วงเขาเหมือนเดิมไม่ใช่หรือ...

คำตอบของแจจุงคือรอยยิ้มบางแสนบางพร้อมกับการส่ายหน้าน้อยๆ    “ไม่เลย...ถ้าคนที่ฉันรอคือนาย...ฉันก็มีความสุขที่ได้รอ”

“แล้วทำไมต้องร้องไห้ล่ะหือ?”

“เพราะนานแล้ว...นานแล้วที่เราไม่ได้อยู่ด้วยกันพร้อมหน้าอย่างนี้   นานแล้วที่ฉันไม่ต้องรอนาย   นานแล้วที่ฉันไม่เคยเห็นนายที่ตรงนี้...เวลานี้”    แจจุงว่า   พลางก้มหน้ามองดูความเรียบร้อยของชุดนอนให้อีกฝ่ายทั้งที่มันไม่จำเป็น      

ได้ยินเสียงทุ้มหัวเราะเบาๆ   ก่อนที่มือเรียวของยุนโฮจะเชยคางของเขาขึ้น   แจจุงรู้ดีว่าต่อจากนี้อะไรจะเกิดขึ้น   เปลือกตาบางจึงค่อยหลับลงให้ขนตายาวประทับเป็นแพกับผิวแก้มขาว   ปล่อยให้ริมฝีปากนุ่มของอีกฝ่ายค่อยๆบรรจงประทับลงกับของเขาอย่างแผ่วเบา   ก่อนที่ยุนโฮจะเริ่มกดจูบย้ำเนิ่นนานแล้วเอากำไรมากขึ้น   ทุกกลีบปากที่เต็มตึง...ทุกการเคลื่อนไหวของเรียวลิ้น...ทุกซอกมุมในโพรงปากชื้น...ยุนโฮรู้จักเขาดีไปหมด     แต่ก็ไม่มีการล่วงเลยมากกว่านั้น...นอกจากจูบ...ไม่มีอะไรมากกว่านั้น

...ถึงยังไงยุนโฮก็ยังทะนุถนอมเขาเหมือนเดิมไม่ใช่หรือ...

“...”

แจจุงปรือตาขึ้นมองใบหน้าหล่อเหลาที่ถอยออกห่างช้าๆเหมือนภาพฝัน    ก่อนจะทิ้งกายลงกับอกแกร่งอย่างหมดแรงเพราะถูกสูบลมหายใจไปนานหลายนาที   ปล่อยให้คนแข็งแรงกว่าช้อนอุ้มไปที่เตียงอย่างไม่อิดออด   พอหัวถึงหมอน...มีจุมพิตที่หน้าผากก่อนนอน...มีอ้อมกอดอุ่นๆของยุนโฮเช่นเคยดังคืนก่อนๆ   เพียงเท่านี้เขาเองก็เข้าสู่ห้วงนิทราอย่างง่ายดาย

มันก็จริงที่ต้องเงียบเหงาในยามที่ต้องรอ    หรือเจ็บปวดกับการรอคอยที่บางทีเขาเองก็ไม่รู้ว่ามันจะสิ้นสุดที่ตรงไหน   แต่ก็เป็นความจริงที่ว่าเขาเองไม่สามารถเปลี่ยนใจได้...ไม่สามารถเปลี่ยนใจไม่ให้รักจองยุนโฮได้    ดังนั้น...ขอเพียงยุนโฮยังกลับมาเหมือนเดิม...เขาก็พร้อมจะรอเหมือนเดิม 


.
.
.

 

ไม่มีใครรู้คำตอบของอนาคต...ขอเพียงวันนี้เป็นเหมือนเดิม...เท่านี้ก็พอแล้ว


.
.
.

 

Never change…
…never end