05-Timeless

Timeless : The Promise...chapter 6

posted on 21 Aug 2008 00:18 by shion-moongrow  in 05-Timeless


 

 

Title : Timeless : The Promise...(chapter 6)
Author : Shion
Casting : Yunho x Jaejoong x (Junah), Yoochun x Junsu, Changmin
Genre : AU/Yaoi
Author’s note :  Full part แล้วนะคะ...อ่าน talk ข้างล่างนะคะ
 

Warning : ฟิกเรื่องนี้เป็นเพียงเรื่องราวสมมติที่แต่งขึ้น อาจมีการใช้ชื่อบุคคลหรือสถานที่ที่มีอยู่จริง แต่เหตุการณ์ต่างๆในเรื่องไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับชีวิตจริงของบุคคลในฟิก และไม่ได้มีเจตนาที่จะทำให้บุคคลเหล่านั้นเสื่อมเสียชื่อเสียงแต่อย่างใด เนื้อเรื่องทั้งหมดเป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้นเพื่อความบันเทิง และมีเนื้อหาเกี่ยวกับ boy’s love หรือ yaoi ขอให้พิจารณาก่อนอ่าน หากรับไม่ได้ขอให้ปิดหน้านี้ลงเสีย….ขอบคุณค่ะ

 

 

 

 

Timeless : The promise…
: chapter 6

 

 

เพียงดาบเดียวที่ฟาดฟัน   เงาแห่งฮินกูรึมก็รู้ได้ในทันที...ว่าบุรษผู้นี้นั้นแข็งแกร่งเพียงไหน

...ปีศาจแห่งแคว้นตะวันตก...หนึ่งบุรุษผู้ไร้พ่าย...เจ้าชีวิตแห่งดินแดนทะเลทราย...
...แทวัง...ชเวซีวอน...

 

.
.
.

 


“หึ...พลังปราณสายขาว   หัตถ์วายุคร่ามังกร...เจ้าเป็นอะไรกับจองฮันโฮ”
            
เพียงฝ่ามือแรกที่ปะทะ   แม่ทัพเฒ่ากลับทักถามในสิ่งที่ผู้ดูแลแสงคาดไม่ถึง   และโดยมิได้นัดหมายทั้งสองฝ่ายต่างชักฝ่ามือของตนกลับ   ก่อนที่ยุนโฮจะเป็นฝ่ายพลิ้วกายทิ้งระยะห่างออกมาสี่ห้าช่วงตัว   ดวงตาสีเทาเข้มของผู้อาวุโสกว่าเพ่งมองจอมยุทธหนุ่มตรงหน้าอย่างพินิจพิเคราะห์   ถึงได้นึกฉุกใจว่าช่างดูคล้ายสหายเก่าเหลือเกิน

“จองฮันโฮคือบิดาข้า   มิทราบว่าผู้อาวุโส...”

“ฮ่าๆๆๆ”   จู่ๆแม่ทัพเฒ่าก็ระเบิดเสียงหัวเราะอย่างชอบใจ   เรียกให้เรียวคิ้วหนาของอีกฝ่ายต้องขมวดมุ่น   “ไม่เจอกันยี่สิบกว่าปี   เจ้ามังกรบูรพานั่นมีลูกโตเป็นหนุ่มขนาดนี้แล้วเรอะ...ฮ่าๆ”

ยุนโฮได้แต่ยืนมองคนที่เอาแต่หัวเราะอย่างไม่เข้าใจนัก   ก่อนที่ชายแก่จะย่างก้าวเข้ามาหาอย่างไม่กลัวเกรง   ร่างสูงเกร็งพลังในฝ่ามืออย่างใจเย็น   แต่ทว่ามือหนาที่ยกขึ้นสัมผัสไหล่เขากลับทำให้ยุนโฮต้องคลายพลังนั้นลงเสีย    เมื่ออีกฝ่ายไม่ได้เข้ามาเพื่อจู่โจมอย่างที่คิด 

“หนึ่งหมัดเที่ยงธรรม...พ่อเจ้าเคยเล่าให้ฟังบ้างหรือไม่”

“ท่านคือ...คชสารประจิม...ท่านอ๋องคัง...คังโฮดง”  ริมฝีปากหยักจุดรอยยิ้มยินดีเมื่อได้รู้ว่าคนตรงหน้าคือสหายเก่าของบิดา   แต่ยังไม่ทันได้ทำความรู้จักกันไปมากกว่านั้น   เสียงดาบปะทะกันที่ดังกึกก้องไปทั่วทั้งบริเวณก็ทำให้คนทั้งคู่ต้องหันไปดูเหตุการณ์ที่อีกฟากหนึ่งของถนน

“แจ...จุนอา!!”   ดวงตาคมมองเห็นร่างสูงเพรียวของเงาแห่งฮินกูรึมที่กำลังประจันหน้ากับบุคคลที่ฝีมือไม่น่าจะด้อยไปกว่ากัน   รูปร่างสูงใหญ่เช่นชายชาตินักรบและรูปหน้าคมเข้มอันเป็นเอกลักษณ์อันโดดเด่นของชาวซามัก   กอปรกับเมื่อชายผู้นี้ออกมาปรากฏกายบรรดาทหารชั้นผู้น้อยทั้งหลายต่างไม่มีใครกล้าเข้าไปแทรกแซงการต่อสู้นั้น   ยิ่งทำให้ยุนโฮมั่นใจว่าชายผู้นี้มีฐานะอันใดในกองทัพ

“ฝ่าบาท!!”

เพียงได้ยินคังโฮดงเรียกสรรพนามของบุคคลผู้นั้น   ร่างสูงของยุนโฮก็ทะยานเข้าหาตัวชเวซีวอนในทันที    พร้อมกับกระบี่อ่อนคู่ใจที่ถูกชักออกจากสายคาดเอว   ทว่าพลังโจมตีนั้นกลับแข็งแกร่งผิดกับตัวโลหะสีเงินงามที่พริ้วไหว

 

...เคร้ง!!!!...

 

เสียงปะทะของอาวุธดังขึ้นอีกครั้ง    พร้อมกับร่างของแจจุงที่ถูกกันให้ออกห่างด้วยพลังผู้ดูแลแสง   ใช่ว่ายุนโฮจะไม่ไว้ใจในฝีมือของคนเป็นเงา   ในเมื่อปะทะกันมานับครั้งไม่ถ้วนอีกฝ่ายก็มิเคยพ่ายให้แก่เขาเลยสักครั้ง   เพียงแต่อาการบาดเจ็บจากรอยทัณฑ์บนแผ่นหลังทำให้เขาไม่กล้าประมาท   เพียงนึกถึงภาพความทรมานในครั้งนั้นก็ให้รู้สึกเจ็บปวดอยู่ในหัวใจ  

...โดยที่ไม่รู้ว่าทำไม...แต่ความรู้สึกนี้...ช่างแสนคุ้นเคยเหลือเกิน...

หนึ่งดาบและหนึ่งกระบี่ปะทะกันอีกหลายกระบวนท่า   รวดเร็วเสียจนคนธรรมดามิอาจมองตามได้ทัน   ดาบเหล็กสีนิลสนิทที่เหมือนไร้คม  ทว่าโชยกลิ่นการฆ่าฟันจากสนามรบมานับไม่ถ้วนนั้นช่างน่าเกรงขาม   ยิ่งเมื่อยามมันอยู่ในมือของมหาบุรุษเช่นแทวังอานุภาพของมันก็ยิ่งแก่กล้า   แม้ตัวดาบใหญ่ที่ยาวสามเชียะเจ็ดนิ้วนี้จะดูทั้งหนักและหนา   แต่การรุกรับของผู้ที่ใช้มันกลับไม่ได้เชื่องช้าด้วยน้ำหนักของตัวดาบเลย

เช่นเดียวกับกระบี่อ่อนในมือของผู้ดูแลแสง   แม้ดูเหมือนเป็นเพียงแผ่นเหล็กบอบบางแต่กลับต้านทานดาบใหญ่นั้นได้ทุกกระบวน   ด้วยว่าตัวกระบี่ที่ยาวกว่าสามเชียะแปดนิ้วนั้นถูกตีขึ้นด้วยโลหะที่เชื่อว่าหลอมขึ้นมาจากเกล็ดมังกร   แม้พลิ้วไหวได้ไม่รู้จบทว่าก็แข็งแกร่งไร้ผู้ใดต่อต้าน   ยิ่งบวกกับปราณวายุของผู้ที่ครอบครองมัน   ก็ยิ่งเหมือนเป็นการติดปีกให้กับบุตรแห่งมังกรบูรพา

 

...เปรี้ยง!!!...      

 

การประมืออันแสนดุเดือดนั้นสิ้นสุดด้วยพลังฝ่ามือที่ทั้งสองฝ่ายต่างพร้อมใจใช้มันทดสอบกันและกัน   มากเสียกว่าหมายประหัสประหารกันให้ตายไปเสียข้างหนึ่ง   ก่อนที่ร่างสูงของสองยอดยุทธ์จะผละออกจากกันด้วยแรงสะท้อนของพลังจากการปะทะนั้น    ชเวซีอนทะยานกลับลงสู่หน้ากองทัพของตนอย่างองอาจ   เช่นเดียวกับผู้ดูแลแสงที่พลิ้วกายลงมายืนเคียงข้างเงาแห่งฮินกูรึมได้อย่างสง่างามไม่แพ้กัน

...เป็นการต่อสู้ที่ยากจะตัดสิน...ว่าใครกันที่เพลี่ยงพล้ำหรือใครกันที่ได้เปรียบ...

ความสงบเงียบโรยตัวอยู่ชั่วอึดใจ   กระทั่งเหล่าทหารที่รายล้อมสองยอดยุทธ์จากฮินกูรึมกระชับอาวุธในมือมั่น   หมายจะเข้าจู่โจมอีกครั้งแต่ก็ต้องชะงักเมื่อเห็นสัญญาณห้ามจากผู้เป็นแทวัง   ทั้งที่ดวงตาสีชานั้นยังคงจับจ้องแต่เพียงคู่ต่อสู้ตรงหน้า   แต่เพียงแค่ชเวซีวอนยกมือขึ้นปรามเท่านั้นก็สามารถสั่งสาปทหารทุกผู้ให้หยุดนิ่ง   ริมฝีปากรูปกระจับนั้นยกยิ้มเพียงนิดอย่างคาดเดาความหมายมิได้   ก่อนที่ช่วงขายาวจะย่างก้าวเข้าหาอีกฝ่ายอย่างใจเย็น

 

.
.
.

 

*******************************  

 

ซามักคือดินแดนต้องสาป   ความทะเยอทะยานอันไม่มีที่สิ้นสุดของบรรพชนทำให้ลูกหลานต้องรับเคราะห์กรรมในดินแดนผิดธรรมชาติแห่งนี้   บ้างก็ว่าเพราะการทำสัญญากับปีศาจ   บ้างก็ว่าเพราะเอาวิญญาณแลกกับสัตว์เทพเช่นคาคานวอนกีถึงทำให้ซามักยิ่งใหญ่เช่นทุกวันนี้ได้   และเพราะเหตุนั้นถึงได้ถูกสวรรค์ลงโทษ   โดยการสาปให้อาณาจักรกว้างใหญ่นี้แห้งแล้งไปเสียเกินกว่าครึ่ง   ผืนดินที่มีแต่เม็ดทรายไม่อาจทำการเพาะปลูก   ฝนฟ้ามิเคยตกต้องตามฤดูกาล   และตลอดปีของซามักจะมีเพียงสองฤดูเท่านั้น   คือฤดูร้อนที่กินเวลานานถึงเก้าเดือน   และฤดูหนาวอีกสามเดือนที่สภาพอากาศช่างแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง   แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงคือความแห้งแล้ง    กระทั่งมหาบุรุษเช่นชเวซีวอนถึงกับต้องออกปากเชื้อเชิญร่างศักดิ์สิทธิ์แห่งเหมืองหมอกขาวมาประกอบพิธีเส้นไหว้สรวงสวรรค์    แต่นี่คือเหตุผลที่ทำให้ทั้งแจจุงและยุนโฮต้องรอนแรมเดินทางมาไกลถึงเพียงนี้จริงหรือ

“เมื่อครู่...ต้องขอโทษแทนคนของข้าด้วยที่เสียมารยาท”     น้ำเสียงทุ้มดูทรงอำนาจ  ทว่าด้วยท่าทีสุภาพของคนที่มีตำแหน่งเป็นถึงมหาราชทำให้อีกฝ่ายต้องจำต้องรับคำขอโทษนั้นอย่างเสียมิได้  

“อย่าได้ขอโทษเลยฝ่าบาท   พวกหม่อมฉันเองก็ผิดที่ไปขวางทางแบบนั้น”   เจ้าของดวงตาสีนิลตอบกลับพร้อมรอยยิ้มน้อยๆ  แม้เมื่อครู่จะต้องประมือกันด้วยความเข้าใจผิดและความวู่วามของผู้มีศักดิ์เป็นอาเขยของแทวังเช่นคังโฮดง   แต่สุดท้ายเรื่องราวทั้งหลายก็ถูกไกล่เกลี่ยได้ด้วยคังโฮดงผู้เป็นสหายเก่าของจองฮันโฮเช่นกัน  

ชเวซีวอนยกยิ้มอย่างพึงใจเมื่อได้พิศมองคนตรงหน้าอย่างแช่มชัด   หลังจากที่ย้ายตัวเองลงจากหลังอาชาศึกแล้วเข้ามาร่วมเดินทางด้วยรถม้าที่ให้คนจัดแจงหามาเสียใหม่   เพื่อนำพาแสงแห่งฮินกูรึมและผู้ดูแลเข้าสู่ฮีอูเมืองหลวงแห่งซามักอย่างสมเกียรติ   มิใช่เพราะดวงหน้าสวยที่ไร้การแต่งเติม  มิใช่เพราะฐานะอันสูงส่งเทียบเทียมเจ้าหญิงจากแคว้นใด   หากแต่เป็นเพราะในดวงตานิ่งสนิทคู่นั้น...แววตาที่ไร้ซึ่งความหวาดกลัวหรือแม้แต่ความหวั่นไหวในตัวเขาเฉกเช่นสตรีอื่นที่ได้พบพาน   ทำให้สายตาของมหาราชยังคงจับจ้องไม่ละไปไหน   แสดงออกถึงความพึงพอใจโดยไม่ปิดบัง...เป็นนิสัยข้อหนึ่งที่ใครๆต่างก็ร่ำลือ

...ว่าชเวซีวอนนั้นเปิดเผย...กล้าได้กล้าเสี่ยง   และคิดหวังสิ่งใดต้องได้ดังใจปรารถนา...

ฝ่ายยุนโฮเองก็รู้ดี    ว่าหน้าที่ของผู้ดูแลแสงและฐานะของแขกผู้มาเยือนเขาก็รู้ว่ามันสำคัญยิ่งกว่าความรู้สึกไม่ชอบใจในท่าทีแบบนั้น   สุดท้ายแล้วบุรุษในชุดขาวจึงได้แต่นิ่งเงียบไม่แสดงอาการอันใด   กระทั่งเป็นซีวอนเองที่เริ่มบทสนทนา

“ฝีมือของท่านยุนโฮเองก็ร้ายกาจสมคำร่ำลือ   หากข้ามีผู้ดูแลเยี่ยมยุทธ์เช่นนี้...ก็คงมิต้องหวั่นเกรงผู้ใด” 

“ทรงยกย่องหม่อมฉันเกินไปแล้ว    องครักษ์ของฝ่าบาทเองก็เป็นถึงสิบสองยอดขุนพลแห่งกอซอง”  

“แต่ก็คงไม่เท่ากับหนึ่งมังกรขาวแห่งเชนหลงกระมัง”    

นัยน์ตาคมกล้าของผู้เป็นราชาช่างต่างจากรอยยิ้มกริ่มที่ประดับอยู่บนเครื่องหน้าอันหล่อเหลา   ยุนโฮรู้สึกเหมือนถูกท้าทายให้ฮึดสู้พร้อมๆกับที่ถูกวางอำนาจให้หวั่นเกรง   ช่างเป็นคนที่ประมาทไม่ได้เลยจริงๆ

“เชนหลงในตัวหม่อมฉันยังไม่ก่อเกิด   จะถือเป็นมังกรขาวได้อย่างไร”

“ฮ่าๆๆ”   ซีวอนได้ฟังก็หัวเราะชอบใจ   แม้ตระหนักได้ว่าจองยุนโฮผู้นี้มิได้มีแต่ชื่อ   แต่ถึงอย่างนั้นในใจกลับลิงโลดด้วยไม่เคยพบพานคู่มือที่ต่อกรยากเช่นนี้  “ดี...พูดได้ดี   ข้าจะรอวันที่ท่านกลายเป็นมังกรขาว   ถึงเวลานั้นแล้วอย่าลืมเสียล่ะว่าเรามีนัดประลองฝีมือกันอีกครั้ง”

ยุนโฮได้แต่เพียงค้อมศีรษะรับตามมารยาท   วันที่เชนหลงจะถูกปลุกขึ้นมาในกาย   วันที่เขาจะกลายเป็นมังกรขาว   เป็นตำนานแห่งบูรพาเฉกเช่นที่บิดาได้ทำไว้เช่นนั้นหรือ   ช่างน่าเสียดายที่ผู้ดูแลแสงเช่นเขาไม่เคยคาดคิดถึงมัน   ทิฐิมานะที่หลบเร้น...ความปรารถนาที่ลุกโชนอยู่ภายใต้ใบหน้าอันสงบนิ่ง   ยามเมื่อเมฆลมไม่เคลื่อนคล้อย...มีหรือที่พายุจะก่อเกิด

...มิมีผู้ใดเคยล่วงรู้...เชนหลงคือสิ่งที่จองยุนโฮปฏิเสธมันมาชั่วชีวิต...

เสียงแตรเขาที่แผดก้องสะท้อนทั่วภูผาหินเรียกให้สองผู้มาเยือนจากฮินกูรึมต้องหันมาสบตากันอย่างมิได้นัดหมาย   ก่อนที่ชเวซีวอนจะยิ้มพรายอย่างพึงใจพร้อมกล่าวขึ้น

“ขอต้อนรับท่านทั้งสองสู่ดินแดนแห่งลูกหลานของวอนกี”

นัยน์ตาสีนิลของผู้เป็นเงาหันมาจับจ้องดวงตาคมปลาบที่เขาเองไม่อาจเข้าใจความหมายที่ซ่อนอยู่ในนั้นได้   ก่อนจะถูกดึงดูดความสนใจด้วยภาพที่ปรากฏขึ้นเมื่อประมุขแห่งซามักบรรจงเลิกม่านหน้าต่างด้านหลังตนเองขึ้น   ในขณะนี้รอบตัวของพวกเขายังคงรายล้อมไปด้วยป่าโปร่งของซูอัน    แต่พร้อมๆกับที่เสียงแตรเขาที่ลากยาวนั้นแผ่วเบาลง    เสียงเอียดอาดชวนแสบแก้วหูก็เข้ามาแทนที่    ความสงสัยชักชวนให้ทั้งแจจุงและยุนโฮมองผ่านสิ่งที่ซีวอนเชื้อเชิญ   ก่อนที่ดวงตาทั้งสองคู่จะเบิกกว้างเมื่อเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงราวกับเนรมิตได้เช่นนี้   ช่วงเวลาเหมือนผ่านไปอย่างช้าๆยามเมื่อขบวนรถม้านั้นเคลื่อนผ่านบานประตูยักษ์ที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางผาสูงชัน   แนวหินสีดำที่ราวกับธรรมชาติกำหนดไว้ให้เป็นกำแพงสูงเทียมฟ้า    หรืออาจเป็นกรงขังที่สวรรค์กางกั้นชาวซามักไว้จากความอุดมสมบูรณ์ที่ควรมี    เพราะในยามนี้เมื่อบานประตูไม้ที่สูงกว่าห้าหกช่วงตัวคนนั้นปิดลงอีกครั้ง   ภาพเบื้องหน้าที่ทั้งคู่มองเห็นคือความแห้งแล้งสุดลูกหูลูกตา  

...คือฮีอู...
...คือดินแดนที่ต้องสาป...
...คือผืนทะเลสีทองที่ถูกเรียกว่าซามักอย่างแท้จริง...

 

**********************************

 

“ท่านยองอุงมาถึงแล้วเพคะฝ่าบาท”

นางกำนัลผู้มีหน้าที่นำทางร่างศักดิ์สิทธิ์แห่งฮินกูรึมมาเข้าเฝ้านั้นกราบทูล   พอได้ยินเสียงขานรับจากแทวังก็หันมาโค้งให้กับแจจุงเสียทีหนึ่งก่อนจะเปิดประตูให้พร้อมกับรอยยิ้มละมุนละไมที่ทำให้เขาเองยังวางตัวไม่ถูกนัก   แม้จะเพียงแวบเดียวเท่านั้น   แต่แววตาเทิดทูนที่นางมีต่อเขากลับเสียดแทงใจอย่างบอกไม่ถูก   นับตั้งแต่ก้าวเข้ามาในฮีอู    นอกจากเสียงลมหนาวและผืนทรายที่เย็นเฉียบ   แจจุงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเสียงแซ่ซ้องต่อผู้เป็นมหาราชของบรรดาเหล่าราษฎรทำให้เขาอดรู้สึกขนลุกไม่ได้   แต่ในขณะเดียวกันเสียงโห่ร้องยินดีของผู้คนเมื่อรับรู้ถึงการมาของเขาก็ทำให้ทั้งรู้สึกอบอุ่นและสะท้อนใจไปพร้อมๆกัน   กระทั่งผ่านมาแล้วราตรีหนึ่งความรู้สึกเหล่านี้ก็ยังคงอยู่

เมื่อแจจุงย่างก้าวผ่านประตูห้องทรงอักษรเข้าไปแล้วนางกำนัลคนเดิมก็จากไป   ร่างเพรียวพยายามสลัดทิ้งทุกความคิดฟุ้งซ่านก่อนจะก้าวไปเผชิญหน้าผู้ที่เป็นเป้าหมายของเขา   แม้จะยังไม่ถึงเวลาต้องลงมือ   แต่เงาแห่งฮินกูรึมก็ไม่คิดประมาทแทวังผู้นี้


...ตึก!...


เสียงประทับตราสารดังหนักแน่นเช่นเดียวกับแววตาของชเวซีวอน   ก่อนที่ร่างสูงจะวางมือจากราชสารแล้วลุกขึ้นมาส่งยิ้มให้กับร่างเพรียวที่หยุดยืนอยู่ตรงหน้า   แต่แล้วก็ต้องขมวดคิ้วมุ่นเมื่อยังเห็นแจจุงอยู่ในชุดทรงเช่นเดิม

“นี่ยังไม่มีคนส่งชุดไปให้ท่านเปลี่ยนหรอกหรือ”   กำลังจะโวยวายที่คนของตนไม่ทำตามหน้าที่   แต่ซีวอนก็ต้องชะงักเมื่อเสียงหวานชิงตอบเสียก่อน 

“หม่อมฉันได้รับชุดที่ทรงประทานให้แล้วเพคะ  แต่ของสูงค่าเช่นนั้นมิควรที่ผู้ถือศีลเช่นหม่อมฉันจะรับไว้   ขออย่าได้ทรงกริ้วเลย”

เหตุผลที่มาพร้อมกับรอยยิ้มน้อยๆทำให้ชเวซีวอนหันมามองอย่างนึกสงสัย   ในใจยิ่งครุ่นคิดว่าสตรีผู้นี้นั้นแปลกนัก   แม้จะถือตนว่าเป็นคนทรงแต่นางหาใช่นางชีที่ปลงผมออกบวช   ถึงได้จะตัดใจจากแพรไหมชั้นดีที่เขาจัดหาให้ได้ง่ายๆ   หรือแม้กระทั่งเสื้อคลุมสักตัวที่จะกันความเหน็บหนาวนางก็ไม่คิดจะแยแสเลยหรือ     
    

“ไม่ทราบว่าฝ่าบาทให้คนไปตามหม่อมฉันมา...มีอะไรให้หม่อมฉันรับใช้หรือเพคะ”

“อ้อ...ไม่ใช่อย่างนั้นหรอก”   แม้จะคิดนอกเรื่องจนเกือบจะลืมไปเสียแล้วถึงเหตุผลที่อุตส่าห์ให้คนไปเชิญนางมา   แต่กษัตริย์หนุ่มก็ยังคงท่าทีสุขุมไว้ได้   “ท่านพึ่งเดินทางมาถึงเหนื่อยๆ   อันที่จริงข้าเองก็ไม่อยากจะกวนท่าน   เพียงแต่มีเรื่องสำคัญต้องแจ้งให้ท่านทราบ   และหากไม่ได้บอกด้วยตัวเองข้าคงไม่สบายใจ”

“เรื่องอะไรหรือเพคะ”

“ให้ข้าได้พาท่านเที่ยวชมฮีอูไปพลางได้ไหม   แล้วข้าจะได้เล่าให้ท่านฟัง”    ชเวซีวอนเชื้อเชิญ   พร้อมรอยยิ้มอย่างเป็นมิตรที่ตัวแจจุงไม่กล้าปฏิเสธ   แต่ถึงอย่างนั้นเขาเองก็ยังกังวลกับอีกทาง   เพราะเขายังไม่ได้บอกเรื่องนี้ให้ยุนโฮได้รู้เลย   แต่เหมือนชเวซีวอนจะดูออกถึงความกังวลนั้น   จึงเป็นฝ่ายออกปากเสียเอง   “ส่วนท่านยุนโฮข้าได้ให้คนไปแจ้งให้ทราบแล้วว่าต้องการพาท่านชมเมือง...เป็นการส่วนตัว”

คำพูดเอาแต่ใจเรียกให้ดวงตาคู่สวยตวัดมองอย่างไม่พอใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเปลี่ยนเป็นเรียบเฉยเช่นเดิม   แต่เพียงเท่านั้นซีวอนกลับรู้สึกชอบใจนัก   ที่ได้เห็นความปฏิกิริยาตอบสนองบนใบหน้าสวยเสียบ้าง  แม้มันจะเกิดขึ้นเพราะตนเป็นฝ่ายยั่วโมโหก็ตามที    ยิ่งเห็นอีกฝ่ายจำต้องตอบรับอย่างเสียมิได้   ในที่สุดริมฝีปากหยักก็ยกยิ้มอย่างพึงพอใจ


.
.
.


เสียงอาชาย่ำเหยาะไปตามถนนสายหลักของฮีอูไม่ได้เรียกความสนใจของผู้คนที่เดินถนนกันให้ขวักไขว่   ด้วยเพราะคนทั้งคู่อำพรางโฉมหน้าด้วยเสื้อคลุมและหมวกเสียมิดชิด   ยิ่งอากาศหนาวเช่นนี้จึงมีน้อยคนนักที่จะใส่ใจ   ชเวซีวอนกลับเงียบงันตลอดทางทั้งที่ก่อนหน้านี้บอกว่ามีเรื่องจะพูด   แต่แจจุงคร้านที่จะเก็บมาใส่ใจ   เพราะเขาเองก็พึงพอใจกับความเงียบแบบนี้มากกว่า   เพราะหากให้ต้องมาเจรจากันมากจนเกินเหตุก็เกรงว่าจะเผยพิรุธให้อีกฝ่ายจับสังเกตได้   จริงอยู่ที่น้อยคนนักจะเคยได้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของจุนอา    เพราะความสูงส่งของนางนั้นกลายเป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับคนทั่วไป   แต่ทว่าชเวซีวอนก็ไม่ใช่คนโง่ที่จะหลอกเอาได้ง่ายๆ   แจจุงเคยคิดว่าหากวันใดความลับเรื่องว่าเขาเป็นตัวปลอมตัวนี้รั่วไหลเขาคงต้องสังหารชเวซีวอนให้ได้เสียเดี๋ยวนั้น   แต่จากที่เคยประมือกันมาครั้งหนึ่งทำให้รู้ว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลยหากจะเอาชีวิตคนผู้นี้โดยที่ไม่ได้เตรียมการให้รัดกุมเสียก่อน

แจจุงลอบถอนใจเบาๆเสียครั้งหนึ่ง   ก่อนจะสลัดทิ้งความคิดฟุ้งซ่านทั้งหลายแล้วค่อยกวาดสายตามองดูสภาพเมืองหลวงแห่งซามัก   ซึ่งอาจจะดูคล้ายคลึงกับเมืองใหญ่ของทุกแคว้นที่เขาเคยไปเยือน   ผู้คนมากมาย...ร้านรวงต่างๆกระทั่งบ้านช่องล้วนใหญ่โต   เสียงผู้คนแข่งขันกันทำมาค้าขาย   แข่งกับเสียงจอกแจกของผู้คนที่พากันมุงดูการแสดงปาหี่จากต่างเมือง  

กระนั้นก็ยังมีความแตกต่าง   ที่เห็นได้ชัดอย่างหนึ่งคงจะเป็นวัฒนธรรมที่ต่างกัน   เสื้อผ้าของชนชาวซามักส่วนใหญ่มักมีขนสัตว์ประดับไว้ไม่ว่าชายหรือหญิง   ซึ่งแจจุงเคยรู้มาอย่างหนึ่งว่าเพราะมันเป็นเหมือนเครื่องหมายแสดงถึงฐานันดรและความกล้าหาญ   ยิ่งเป็นขนสัตว์หายากหรือผืนใหญ่เพียงใดก็ย่อมแสดงถึงความสามารถหรือแม้กระทั่งชาติกำเนิดของคนผู้นั้น    เว้นก็แต่สัตว์ชนิดหนึ่งที่ถือเป็นสัตว์ต้องห้ามในการล่า   นั่นคือหมาป่าอันเป็นสัญลักษณ์ของราชา   ซึ่งจะมีแต่คนเป็นราชาเท่านั้นที่มีสิทธิ์สังหารแล้วถลกหนังเอามาเป็นเครื่องประดับและยืนยันฐานะของตนได้   ดังเช่นที่แจจุงเห็นมันประดับอยู่บนบัลลังค์ของชเวซีวอนเมื่อตอนที่เข้าเฝ้าอย่างเป็นทางการพร้อมกับยุนโฮเมื่อวานนี้

แจจุงปล่อยความคิดไปเรื่อยเปื่อย   กระทั่งรู้ตัวอีกทีเขาก็ตามซีวอนมาจนถึงประตูเมืองชั้นในทางทิศตะวันตกเสียแล้ว   กษัตริย์หนุ่มไม่ได้พูดอะไรเพียงแต่ล้วงเอาป้ายทองแผ่นหนึ่งออกมาจากชายเสื้อ   พอทหารยามเฝ้าประตูเห็นเท่านั้นก็กุลีกุจอเปิดประตูให้ทันที   กระทั่งคนทั้งคู่ควบม้าผ่านออกไปด้านนอกแล้วประตูบานยักษ์จึงถูกปิดลงอย่างเชื่องช้าอีกครั้ง   เสียงแอดอาดของมันเรียกให้สติของแจจุงกลับมาอีกเป็นครั้งที่สอง   ก่อนจะต้องรีบควบม้าของตัวเองตามหลังคนที่จู่ๆก็ทะยานนำหน้าเขาไปอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย

อาชาสีน้ำตาลพาตัวคนทั้งคู่ให้ออกสู่ชานเมืองเรื่อยๆ   สองข้างทางแจจุงยังคงเห็นบ้านเรือนปลูกสร้างอยู่ห่างๆสลับกับคอกม้าเป็นระยะ   ทำให้เดาได้ไม่ยากว่าบริเวณนี้คงจะเป็นแหล่งปศุสัตว์ที่สำคัญของเมือง    ผืนดินทางตะวันตกยังนับว่าสมบูรณ์กว่าทางตะวันออกมากนัก   เพราะยังคงมีหญ้าขึ้นปรกผืนดินให้พอใช้เลี้ยงสัตว์ได้   ผิดกับทางตะวันออกอันเป็นภาพแรกที่แจจุงได้เห็นเมื่อล่วงล้ำเข้ามาในฮีอู   ในตอนนั้นภาพที่เขาเห็นมีเพียงเม็ดทรายที่เรียงรายราวกับทะเลสีทองจนสุดลูหูลูกตา   กระทั่งขบวนรถม้ามาถึงประตูเมืองชั้นใน   ถึงได้เริ่มพบความมีชีวิตชีวาของทะเลทรายผืนนี้

“หยุดดดดดด!!!”    มาถึงเนินเขาสูงลูกหนึ่ง   ชเวซีวอนหยุดม้าลงที่จุดสูงสูดของเนินแห่งนั้น   แจจุงจึงค่อยชะลอฝีเท้าม้าของตัวเองลงก่อนจะหยุดลงเคียงข้างคนที่มาถึงก่อน   ดวงตาคมที่เผยพ้นผ้าคลุมสีดำสนิทนั้นเผยประกายบางอย่างในแบบที่แจจุงไม่เคยเห็น   ราวกับคนผู้นี้เป็นคนละคนกับที่ยั่วโทสะเขาที่ห้องทรงอักษรนั่น    นัยน์ตาสีชากวาดมองไปข้างหน้าช้าๆ   ดูมุ่งมั่นทว่าไร้จุดหมาย    เช่นเดียวกับผืนทรายเบื้องหน้าที่แจจุงมองไม่เห็นจุดสิ้นสุดของมัน    ต่างกับที่ๆเขายืนอยู่ ณ ตอนนี้ ...ทุ่งหญ้าเขียวขจีหมดลงที่ตรงนี้นี่เอง

“ท่านมองเห็นอะไรในซามักบ้าง   นอกจากความแห้งแล้งสุดลูกหูลูกตา  ท่านมองเห็นอะไรที่ข้าจะให้กับชาวเมืองของข้าได้บ้าง...ยองอุงจุนอา”    ชเวซีวอนว่าขึ้นทั้งที่สายตายังคงทอดไกล

“นี่คือเรื่องที่ฝ่าบาทต้องการจะพูดกับหม่อมฉัน?”   แจจุงเองก็เช่นกัน    เขายังไม่ได้ละสายตาไปจากความเวิ้งว้างตรงหน้า

“แล้วท่านคิดว่ายังไง”

“ฝ่าบาทกำลังจะบอกหม่อมฉัน   ว่านอกจากทรายทุกเม็ดที่เป็นสมบัติของฝ่าบาทแล้ว   ฝ่าบาทไม่มีอะไรจะให้แก่ประชาชนได้นอกจากความโหดร้ายแห่งสงครามเช่นนั้นหรือเพคะ” 

“ท่านคิดเช่นนั้น?”

“ฝ่าบาทกำลังจะบอกหม่อมฉัน...ว่าที่ทรงก่อสงครามก็เพราะอยากให้ประชาชนของพระองค์อยู่ดีกินดี   ที่ทำไปทั้งหมดนี้ก็เพื่อบ้านเมือง   ไม่ได้มีความต้องการในอำนาจใดๆมาเกี่ยวข้องเช่นนั้นหรือเพคะ”

“ฮ่าๆๆๆๆๆ”    ผิดคาดที่แจจุงคิดว่าความคิดของเขาจะทำซีวอนต้องบันดาลโทสะ   กษัตริย์หนุ่มกลับหัวเราะเสียงกู่ก้องอย่างชอบใจ   ก่อนจะหันมาสบดวงตากลมโตที่ยังคงไร้แววหวาดหวั่น   แม้คำพูดอาจหาญเช่นนั้นอาจจะทำให้ต้องโทษถึงหัวขาดได้

“เจ้าเป็นคนแรกที่กล้าพูดกับข้าเช่นนี้    ที่ผ่านมาข้าเคยพาทั้งผู้หญิงที่ถวายตัวให้ข้าด้วยความเต็มใจ...หรือแม้แต่คนที่ยอมมาอยู่กับข้าเพียงเพราะต้องการจะสานสัมพันธไมตรีให้กับบ้านเมืองของตัวเอง...มาที่นี่อยู่บ่อยๆ   แต่ไม่เคยมีใครที่ตอบคำถามข้าได้ถูกใจเช่นท่านเลยสักคน”

“...”

“ทุกคนล้วนแต่พูดว่าข้ายังมีวอนกี   ข้ายังมีทรัพย์สมบัติ   ยังมีอำนาจ...ที่สามารถบันดาลสิ่งใดก็ได้ตามใจข้าปรารถนา   พวกนางต่างบอกว่าเข้าใจว่าที่ข้าทำไปก็เพื่อประชาชนของข้า   สุดท้ายแล้วพวกนางก็ล้วนต้องจบชีวิตลงที่ตรงนี้   ให้เลือดของพวกนางหล่อเลี้ยงความอุดมสมบูรณ์แห่งทุ่งหญ้าให้แก่ข้า”

ดวงตาสีรัตติกาลยังสงบนิ่งแม้จะรับฟังเรื่องราวอันน่าสะเทือนขวัญของหญิงสาวเหล่านั้น    นั่นยิ่งสร้างทั้งความแปลกใจและพึงพอใจให้กับชเวซีวอน  

“หึ...ท่านพูดถูก   หากจะเปรียบความต้องการของข้าก็คงเป็นดังเนินเขาลูกนี้   เวลาที่ข้ามองเห็นความแห้งแล้งที่ไกลออกไป   หัวใจข้ามักจะเจ็บปวดเพราะความยากไร้ของพสกนิกร   แต่ข้าก็ไม่ปฏิเสธหรอกว่าเมื่อข้าได้ครอบครองความอุดมสมบูรณ์ดังเช่นทุ่งหญ้าที่เรายืนอยู่นี้แล้ว   ข้ากลับคิดว่าความยุติธรรมมันอยู่ที่ตรงไหน   ทำไมสวรรค์ต้องลงโทษชาวซามักเพียงเพราะเรื่องตำนานที่เล่าลือ    ข้าจึงต้องการซึ่งอำนาจ...อำนาจที่พอจะต่อกรกับสวรรค์...อำนาจที่จะรวบรวมแผ่นดินทงบังชินกินี้ให้เป็นปึกแผ่น   เช่นนั้นแล้วผิดหรือที่ข้าจะแสวงหาซึ่งอำนาจนั้น”

แจจุงยังคงจ้องมองอีกฝ่ายอย่างไม่ลดละ   ดวงหน้าสวยแม้ไม่สะท้อนอารมณ์อันใด  หากแต่ในใจลึกๆกลับรู้สึกหวาดหวั่น   ไม่ใช่เพราะเรื่องราวอันโหดร้ายที่เกิดขึ้นกับสตรีเหล่านั้น   หากแต่เพราะสุดท้ายยองอุงจุนอาก็เป็นเพียงของเล่นชิ้นหนึ่งของชเวซีวอนเช่นนั้นหรือ   หากคำตอบของเขาเป็นอื่นมิต้องจบชีวิตลงตรงนี้เช่นพวกนางหรอกหรือ  

“นั่นเป็นความคิดของฝ่าบาท  หม่อมฉันคงจะเยียวยาได้แต่ความแห้งแล้งของประชาชนของฝ่าบาทเท่านั้น   แต่คงไม่มีวันที่จะช่วยเสริมอำนาจของฝ่าบาทได้หรอกเพคะ”  

ถึงจะคิดได้เช่นนั้นแต่ในเวลานี้แจจุงกลับรู้สึกผิด...ผิดต่อชาวซามักที่คาดหวังถึงการมาของเขา   รู้สึกผิดที่ไม่สามารถประทานพรจากสวรรค์ให้แก่พวกเขาได้   ไม่อาจยุติสงครามที่ก่อเกิดจากความอดอยาก   แต่ถึงอย่างนั้นแล้วเขามีทางเลือกหรือ   เพราะในอีกทางหนึ่งเขาเองก็ไม่สามารถจะปล่อยให้จุนอาต้องมาเผชิญกับอันตรายที่นี่ได้เช่นกัน

 

*********************************

 


'อีกหนึ่งปักษ์จึงจะถึงฤกษ์บวงสรวง   ระหว่างนี้ขอเชิญท่านทั้งสองพักผ่อนในซามักให้เสมอเหมือนเป็นบ้านท่าน  หากต้องการสิ่งใดให้แจ้งกับท่านอำมาตย์จองซูได้   เขาเป็นเสมือนพ่อบ้านของข้าเอง'

...ครึ่งเดือน...

เวลาเพียงเท่านี้อาจจะเหลือเฟือให้เขาหาทางจัดการกับชเวซีวอนได้ไม่ยาก   หากแต่สวรรค์ไม่ได้ปูเส้นทางอันแสนราบเรียบให้แก่ภารกิจในครั้งนี้   แจจุงถอนใจยาวเมื่อนึกถึงเรื่องราวที่พึ่งได้ทราบเมื่อยามบ่าย   ทั้งเขาและยุนโฮถูกจัดให้อยู่ภายในเรือนรับรองที่ห่างจากตำหนักที่ประทับของชเวซีวอนเพียงแค่หนึ่งกำแพงกั้น   ก่อนที่ผู้เป็นใหญ่แห่งซามักจะออกตัวขอไปว่าราชกิจในทันทีที่ได้เหยียบย่างกลับเข้ามาในวังหลวงอีกครั้ง   ถึงตอนนี้แล้วเวลาได้ล่วงเลยมาถึงสามชั่วยาม   พร้อมกับข่าวที่ทำให้ทั้งเขาและยุนโฮต่างต้องคิดหนักพอๆกัน

เหตุผลที่ชเวซีวอนต้องเรียกประชุมเหล่าขุนนางเป็นการด่วนก็เพราะการมาเยือนของคนผู้หนึ่ง   เมื่อชเวดองอุคหรือท่านอ๋องเจ็ดผู้มีศักดิ์เป็นอาแท้ๆสู้อุตส่าห์รอนแรมมาจากพยองฮวาอันเป็นชายแดนสำคัญทางตะวันตกของซามัก   เพื่อแจ้งข่าวความเคลื่อนไหวของบรรดาเหล่าชนกลุ่มน้อยที่ยังคงพยายามซ่องสุมกำลังเพื่อคอยต่อต้านเมืองแม่อยู่เป็นนิจ   หรืออีกนัยหนึ่งนั่นคือกบฏของแผ่นดิน   ทว่าชเวซีวอนไม่ใคร่อยากเก็บมาใส่ใจ  ด้วยว่าไว้วางใจฝีมือการปกครองของผู้เป็นพระญาติสนิทสายเลือดเดียวกันเพียงคนเดียวที่หลงเหลือ  หากไม่นับซอจูฮยอนหรือองค์หญิงซอฮยอนน้องสาวต่างมารดา   แต่การมาของชเวดองอุคในคราวนี้กลับทำให้ซีวอนต้องตระหนักว่ามิควรปล่อยบรรดาหอกข้างแคร่เหล่านี้เอาไว้   เพราะนอกจากชนเผ่าน้อยใหญ่เหล่านี้จะหันหน้าเข้าหากันเองแล้วยังคบค้ากับพวกโจรสมุทรเช่นแคว้นเยนที่อยู่ข้างเคียงเพื่อที่จะแข็งข้อต่อเขา

ห่างศึกเพียงข้ามวัน   เสียงกลองศึกและแตรเขาก็กู่ก้องทั่วผืนแผ่นดินทะเลทรายอีกครั้ง   เป็นสัญญาณของการรวมพลตามบัญชาของแทวังที่ประกาศจะกำราบคนทรยศให้สิ้นซาก   ดวงตาสีนิลจ้องมองภาพความเคลื่อนไหวเบื้องล่างที่ไม่เคยหยุดนิ่งสักวินาที    จวบจนตะวันสิ้นแสงแล้วเพลิงจากคบไฟทุกมุมเมืองก็ถูกจุดขึ้น   มิแปลกที่เรือนรับรองแห่งนี้จะทำให้แจจุงมองเห็นทุกสิ่งทุกอย่างที่ถูกเรียกว่าซามัก    ด้วยว่าสิ่งปลูกสร้างภายในเขตพระราชฐานส่วนใหญ่นั้นถูกสร้างไว้ในรูปลักษณ์ที่เหมือนกับหอคอย   ด้วยความเชื่อของการเข้าถึงสรวงสวรรค์และเพื่อประโยชน์ในยามศึก   ห้องพักของผู้มาเยือนจากฮินกูรึมทั้งสองถูกจัดไว้บนชั้นที่แปดของหอไข่มุก   เสมอกับที่พำนักของชเวซีวอนบนหอเทียมเมฆา   อันถือเป็นการให้เกียรติแก่แขกบ้านแขกเมืองอย่างสูงสุด  

“พวกเขาเร่งเตรียมการกันขนาดนี้ก็เพื่อให้ทันออกเดินทางในวันมะรืนนี้”    เสียงทุ้มที่ดังมาจากด้านหลังแจจุงเริ่มคุ้นเคยมันดีแล้ว   ไม่จำเป็นต้องหันไปมองก็รู้ดีว่าเป็นยุนโฮแน่   ทว่าน้ำหนักบางอย่างที่ลงกับลาดไหล่บางนั้นกลับทำให้ดวงตาคู่สวยต้องหันไปมองอย่างประหลาดใจ   ก่อนที่รอยยิ้มอ่อนโยนของอีกฝ่ายจะกลายเป็นคำตอบ

“ถึงจะเป็นซามักแต่นี่ก็เข้าฤดูหนาวแล้ว   ท่านควรดูแลตัวเองเสียบ้าง”   ยุนโฮว่าพลางสองมือหยาบก็จัดแจงเสื้อคลุมที่เขาพึ่งได้มาจากนางกำนัลให้เข้าที่    บนเรือนร่างของบุรุษที่ตัวเล็กกว่าเขา...ภายใต้จิฮายะสีขาวนี้เขายังคงมองเห็นและอาวรณ์ถึงคนอีกผู้หนึ่ง    จนไม่อาจมองเห็นถึงแววตาสับสนของอีกฝ่าย  

รอยยิ้มบนใบหน้าหล่อเหลาที่แจจุงมองเห็น   หลายต่อหลายครั้งที่ได้รับมันมา   ทุกครั้งคำถามมักเกิดขึ้นในหัวใจอย่างไม่อาจห้ามได้  

...ท่านมองเห็นใคร...
...ยิ้มให้กับผู้ใด...
...ในหัวใจที่อ่อนโยนดั่งสายลมอุ่นท่ามกลางเหมันต์นี้...ท่านกำลังคิดถึงใคร...

“ขอบคุณ”  

เช่นเคยอย่างทุกครั้งที่แจจุงเลือกจะจบความคิดฟุ้งซ่านไว้เสียตรงนี้   ความคิดต้องห้ามที่มีแต่จะเพิ่มตราบาปให้กับชีวิตอันดำมืดของเขา   เขากำลังอิจฉานาง...กำลังคิดในทางที่ผิดต่อนางเช่นนั้นหรือ

...ไม่มีวัน...ไม่มีวัน....

“ท่านกำลังคิดมาก?”   อีกครั้งที่ดวงตาคู่สวยต้องเงยขึ้นมามองผู้ดูแลแสงที่ยังคงอ่อนโยนเหลือเกินในความรู้สึกเขา   ยูชอนอาจจะปกป้องเขาได้ดีไม่แพ้ใคร   จุนซูอาจจะปรนนิบัติเขาได้อย่างไม่เคยบกพร่อง   แต่ไม่เคยเลยสักครั้งที่จะทำให้หัวใจดวงนี้รู้สึกหวั่นไหว   ราวกับสายลมอันอ่อนโยนนี้กำลังจะก่อเกิดเป็นพายุที่สั่นคลอนหัวใจเขา   แม้ครั้งหนึ่งจะเคยรู้สึกอบอุ่นเหลือเกินที่ได้มันคอยโอบกอดไว้   หากแต่คิมแจจุงสาบาน...เขาไม่เคยต้องการให้ความรู้สึกเหล่านี้เพิ่มพูน...ไม่เคยคิดอยากครอบครอง...แต่ทว่าทำไม...

...เพราะอะไร...

“ข้า...”

“อีกสองวันชเวซีวอนจะออกจากซามักแล้ว   หากท่านคิดว่ายังไม่พร้อม...เรายังมีเวลา   ข้าเชื่อว่าเขาจะต้องกลับมาให้ทันร่วมพิธีบวงสรวงเป็นแน่”

“ทำไมท่านถึงมั่นใจขนาดนั้น”   ดวงแก้วสีนิลยังคงฉายแววหวั่นไหว  ทว่าน่าเสียดายที่ยุนโฮไม่เคยคิดเป็นอื่น  นอกจากเกรงว่าแจจุงจะกังวลใจในเรื่องงานลอบสังหารเท่านั้น   ถึงวันนี้เขาพึ่งได้ตระหนัก   ว่าถึงจะทำการอำมหิตปลิดชีวิตคนมานับไม่ถ้วนสักเท่าไหร่   แต่คนนี้ๆก็ยังเป็นเพียงเด็กหนุ่มอายุสิบเจ็ดเท่ากับน้องสาวของตัวเอง

“ชื่อเสียงของแทวังชเวซีวอน...ยังไม่พอให้ท่านมั่นใจอีกหรือ   อีกอย่าง...”   ร่างสูงก้มลงมองพลางสางไล้เส้นผมสีราตรีลื่นมืออย่างเคยตัว   ก่อนจะยิ้มอย่างเอ็นดูอีกครั้ง   “เขาคงไม่คิดจะพลาดชม...สิ่งที่ขึ้นชื่อว่างดงามที่สุดในทงบังชินกิหรอกกระมัง”  

คำพูดปลอบโยนที่หากเป็นยองอุงตัวจริงคงจะยินดีไม่น้อยที่ได้ยินมัน   กลับทำให้หัวใจของแจจุงหล่นวูบ   สั่นสะท้านเสียยิ่งกว่าวินาทีที่เคยจับหงส์เงินเป็นครั้งแรกเสียอีก   ยุนโฮจะรู้ไหมว่านี่ต่างหากคือสิ่งที่เขากลัว   หากเวลานั้นยืดเยื้อไปจนถึงงานบวงสรวงเทพเจ้า   เงาเช่นเขาจะตบตาคนทั้งซามักได้หรือ

“ท่านลืมไปแล้วหรือ...”   เรียวปากสีกุหลาบแค่นยิ้มอย่างยากเย็น   ช่างน่าขำที่ตัวเองต้องมาหวาดกลัวกับเรื่องเพียงเท่านี้ทั้งที่ไม่เคยแยแสแม้กระทั่งความตาย    “ลืมไปแล้วหรือว่าข้าคือใคร   ข้าเป็นแค่เงา...เป็นเพียงความมืดมิดที่ไม่อาจทอแสงได้   เป็นแค่คนบาปหนาที่แม้แต่คำว่าสวรรค์ยังไม่กล้าจะเอ่ยถึง   แล้วจะให้ข้า...ทำพิธีแทดันบีให้กับพวกเขาได้ยังไง”

“...”

“ถึงตอนนั้นข้าคงเรียกได้เพียงแต่หยดน้ำตาแห่งความผิดหวังของผู้คนทั้งซามักเท่านั้น   ที่สำคัญ...ทั้งข้าและท่านอาจจะไม่มีลมหายใจกลับไปหาจุนอาได้อีก”   ในน้ำเสียงนั้นสั่นอย่างห้ามไม่ได้   แม้จะเจ็บใจที่ไม่อาจฝืนความอ่อนแอของตัวเองได้เมื่อยู่ต่อหน้าคนๆนี้    แต่สุดท้ายแจจุงก็ยอมให้ยุนโฮโอบกอดเขาเอาไว้ราวกับไร้เรี่ยวแรงต่อต้าน              

“ท่านเคยถามว่าข้าลืมไปแล้วหรือว่าเรามาที่นี่กันเพื่ออะไร   ข้าเองไม่เคยลืม...ท่านมาเพื่อให้งานนั้นลุล่วง   ส่วนข้ามาเพื่อปกป้องยองอุง   ตราบใดที่ท่านยังคงเป็นยองอุง...ข้าจะไม่มีวันปล่อยให้ท่านเป็นอะไรไปอย่างเด็ดขาด”

 

TBC
  

 

 

 

 

สวัสดีค่ะ

ตอนนั้นลงสปอยล์ไว้พร้อมกับธีมใหม่  ตอนนี้ชิอนลงเต็มตอนแล้วน้า

เรื่องราวมันค่อนข้างจะซับซ้อน   ค่อยๆอ่านไปช้าๆนะคะ...อ่านรอบเดียวไม่เข้าใจก็อาจจะต้องอ่านหลายๆรอบ 555   เนื่องจากว่าชิอนชอบที่จะละคำพูดของตัวละครไว้ให้คนอื่นได้ลองจินตนาการถึงความคิดและความรู้สึกของตัวละครดูน่ะค่ะ   แต่ถ้าดูแล้วตรงไหนควรเสริมเพื่อไม่ให้ตีความผิดกันจนเกินไปก็จะเสริมให้ค่ะ

สำหรับวันนี้ดึกแล้ว...อัพซะเกือบเช้าเลยเพราะฮึด!!!  พอแล้วดีกว่า...จะไปนอนละ 

ดูปข้างล่างนี้แก้คิดถึงกันไปก่อนเนอะ ^__^

....

มาดูรูปกันดีกว่าค่ะ

เริ่มจากบุคคลที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดีก่อน

 

น้องจุนอา

 

 

ท่านพี่แจจุง (ในชุดทำพิธีบวงสรวงที่ซามัก)

 

 


 

หมียุน...ท่านผู้ดูแลแสงของเรา

 

และ
.
.
.

 

 

 

แทวัง...ชเวซีวอน!!!!!!

 

ส่วนคนอื่นๆอย่างจุนซู...ยูชอน...ชางมิน  วันนี้ทำไม่ทันนะคะ   ขอติดไว้ก่อน

 


 

มาถึงคนอื่นๆที่ยังไม่ค่อยคุ้นหน้ากันบ้าง

 

เริ่มจากท่านแม่คิมซูยอนของแจจุง/จุนอา...สมัยยังสาว   ในชุดทรงค่ะ

 

 

 

คนนี้ท่านแม่ของน้องจุนซู....น่าเสียดายที่ในเรื่องตายเสียแล้ว

 

 

 

คนนี้...จองฮันโฮ...พ่อของยุนโฮ

 

 

 

ปะป๊าของยูชอน...ปาร์คซึงฮวาน(ยังมะได้ออกสักฉากสักคำเรยยยย...555)

 

 

ส่วนข้างล่างนี่...เรียกน้ำย่อยนะคะ   ว่าบรรดาสาวสวยเหล่านี้เธอจะมาใบบทไหน

คนแรก...แม่นางควอน   ควอนโบอา

 


 

คิมโบมี...ที่ในเรื่องนี้จะเปลี่ยนเป็นควอนโบมีชั่วคราว

 

 


 

และแม่นางคนนี้...ขออุบไว้ก่อนนะคะ...ว่าเธอเป็นใคร...และจะมาทำอะไร

 


 


หมดแล้วค่ะ
บ๊ายบาย....แล้วพบกันใหม่ตอนหน้านะคะ

Shion