Timeless : The Promise...(secret II & chapter 4)
posted on 14 Jun 2008 20:33 by shion-moongrow in 05-Timeless
Title : Timeless : The Promise...(secret II & chapter 4)
Author : Shion
Casting : Yunho x Jaejoong x (Junah), Yoochun x Junsu, Changmin
Genre : AU/Yaoi
Author’s note : -
Warning : ฟิกเรื่องนี้เป็นเพียงเรื่องราวสมมติที่แต่งขึ้น อาจมีการใช้ชื่อบุคคลหรือสถานที่ที่มีอยู่จริง แต่เหตุการณ์ต่างๆในเรื่องไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับชีวิตจริงของบุคคลในฟิก และไม่ได้มีเจตนาที่จะทำให้บุคคลเหล่านั้นเสื่อมเสียชื่อเสียงแต่อย่างใด เนื้อเรื่องทั้งหมดเป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้นเพื่อความบันเทิง และมีเนื้อหาเกี่ยวกับ boy’s love หรือ yaoi ขอให้พิจารณาก่อนอ่าน หากรับไม่ได้ขอให้ปิดหน้านี้ลงเสีย….ขอบคุณค่ะ
Timeless : The promise…
: secret II
ภาพแรกที่จุนซูมองเห็น...ในช่วงเวลาที่รอดพ้นจากเงื้อมมือแห่งมัจจุราชมาได้นั้น คือเด็กหนุ่มเจ้าของนัยน์ตาลึกล้ำสีดำสนิท ทว่าอบอุ่น...และอ่อนโยนสำหรับเด็กที่ไม่มีใครต้องการอย่างเขาเหลือเกิน
.
.
.
“ท่านแม่!!” เด็กน้อยวัยสี่ขวบกรีดร้องลั่น เมื่อยามที่โลหิตสีแดงฉานนั้นหลั่งจากรอยมีดที่เฉือนลำคอระหงของผู้ให้กำเนิด จุนซูร้องไห้สะอึกสะอื้นก่อนจะค่อยคลานเข้าหาร่างที่กระตุกสั่นอยู่กับพื้นด้วยความเจ็บปวด กลางสะพานแขวนที่เชื่อมระหว่างโลกภายนอกกับชนเผ่าซีอา ดาษดื่นไปด้วยร่างไร้ชีวิตของคนเผ่าเดียวกัน และในตอนนี้ทั้งเขาและแม่กำลังไร้ทางหนี จากกลุ่มคนโฉดชั่วที่ตีตราใส่ร้ายหาว่าพวกเขาเป็นเผ่านอกรีต เป็นเวรกรรมอันใดของชนเผ่าเขา เป็นความผิดอันใดของท่านแม่เล่า...ถึงต้องตามล่าเพื่อฆ่าฟันกันเยี่ยงนี้
“หนีไป...จุนซู หนี...ไป” กลีบปากซีดพร่ำบอกกับบุตรชายเพียงคนเดียวทั้งที่ลมหายใจของนางเองเริ่มรวยริน และทั้งที่รู้ดีว่าไม่มีทางรอดพ้นจากเงื้อมมือของกลุ่มคนปริศนาเหล่านี้ แต่นางก็ยังอยากให้จุนซูหนี
...เพราะเจ้าเป็นดวงใจ...และความหวังเพียงหนึ่งเดียวของแม่...
“ฮึก! ท่านแม่...ไปกับข้าสิ ท่านแม่...ฮือ...ลุกขึ้นมา...แล้วไปกับข้าสิ อ๊า!!!!!!!” เจ้าตัวเล็กร้องลั่นเมื่อยามที่มือใหญ่หยาบกร้านจิกทึ้งกับเส้นผมบนหัวกลมๆอย่างไม่ปรานีปราศรัย ก่อนที่บุรุษผู้โฉดชั่วจะหิ้วขาเขาด้วยมือเดียวแล้วทิ้งให้ศีรษะนั้นห้อยตกตามแรงโน้มถ่วงของผืนพิภพ ภาพของแม่ที่พยายามตะเกียวกตะกายจนวินาทีสุดท้ายนั้นพร่าเลือนไปด้วยทั้งน้ำตาและอาการมึนเมาเพราะท่วงท่าที่เป็นอยู่ จุนซูดิ้นรนด้วยเรี่ยวแรงที่มีอีกครั้ง ก่อนจะถูกตีเข้าที่โหนกแก้มแรงๆด้วยสันดาบ
“อึก!”
ของเหลวกลิ่นคาวคลุ้งที่กลบอยู่เต็มปากทำให้เด็กน้อยอยากจะอาเจียน สติที่มีเริ่มเลือนรางไม่ต่างจากมารดาที่หยุดนิ่งไร้การเคลื่อนไหว
...แม่คงตายแล้ว...
จุนซูบอกกับตัวเองเช่นนั้น และคิดว่าอีกไม่นานเขาเองก็คงมีชะตากรรมที่ไม่ต่างกัน ได้ยินเพียงเสียงแหบห้าวนั้นแว่วอยู่ในโสตประสาท เสียงหัวเราะสามานย์นั้นกึกก้องไปทั่วหุบเขา ก่อนที่ร่างทั้งร่างจะลอยคว้างกลางอากาศเมื่อเจ้าคนชั่วช้านั่นปล่อยมือจากขาเล็กๆของเขา เปลือกตาบางหลับลงอย่างอ่อนล้า ภาพของสะพานที่ยังมีร่างแน่นิ่งของแม่อยู่บนนั้นเริ่มไกลห่าง เหมือนจะเนิ่นนานแต่ก็เพียงชั่วอึดใจที่ร่างกายเล็กๆนั้นตกกระทบกับสายน้ำเชี่ยวกรากใต้หุบเหวที่ลึกล้ำ
...แล้วทุกอย่างก็ดับวูบไป...
.
.
.
“เฮ้!...เจ้าตัวเล็ก...ได้ยินข้ารึเปล่า!”
“มะ...”
“นี่...เจ้าว่าอะไรนะ?”
“ท่าน...แม่”
“ข้าไม่ใช่แม่เจ้า ข้าชื่อยูชอน...ปาร์คยูชอน เจ้ากำลังจะจมน้ำตาย...ข้าช่วยชีวิตเจ้าไว้...จำอะไรได้บ้างรึเปล่า?”
“ยู...ชอน”
“ใช่...แล้วเจ้าล่ะชื่ออะไร?”
วินาทีที่ความเจ็บปวดจากบาดแผลบนร่างกายยังคงรุมเร้า ตีกันยุ่งไปหมดกับความอุ่นนุ่มที่ห่มตัวเขาไว้ เด็กน้อยมองเห็นและจดจำมันไว้ในทันที ราวกับเป็นความหวังริบหรี่ท่ามกลางความเจ็บปวดแสนสาหัส...เกินกว่าที่เด็กน้อยคนหนึ่งจะรับไหว
“จุนซู...ซีอา...จุนซู”
Timeless : The promise…
: chapter 4
เนื้อผ้านิ่มที่ซับน้ำอุ่นไว้พอหมาดค่อยกดซับเอาของเหลวสีชาดบนแผ่นหลังบางแผ่วเบา ยุนโฮนึกแปลกใจตัวเองอยู่ไม่น้อย ว่าเหตุใดตัวเองถึงยอมอ่อนลงให้กับคนในอ้อมแขนถึงเพียงนี้ ทั้งที่เขาจะปล่อยแจจุงทิ้งไว้อย่างที่เจ้าตัวบอกเสียก็ยังได้ เพราะถึงอย่างไรคนที่อยู่กับรอยทัณฑ์พวกนี้มาได้ถึงสิบเอ็ดปีก็คงไม่ตายด้วยความเจ็บปวดเหล่านี้เป็นแน่
...สิบเอ็ดปี...สิบเอ็ดปีที่ยุนโฮไม่รู้เลยว่าแจจุงทนอยู่กับมันมาได้ยังไง...
‘หกขวบ...ตอนนั้นข้าอายุครบหกขวบ และหิมะ...ก็ตกเหมือนกับวันนี้’
‘...’
‘จะต่างกันก็ที่...หิมะในวันนั้นหนาวกว่านี้ แล้วก็...’
‘หืม?’
‘ไม่มีอะไรหรอก...’
กับความทรงจำที่แสนเลวร้าย แต่ทำไมแจจุงถึงยังยิ้มกับมันได้ทั้งที่ความเจ็บปวดยังคงรุมเร้า ยุนโฮคิดว่าเขาอาจจะตาฝาด...แต่ทว่ารอยยิ้มบางในยามที่เล่าถึงเรื่องการลงทัณฑ์เมื่อสิบเอ็ดปีก่อนของแจจุงนั้น กลับเด่นชัดเหลือเกินในความรู้สึกเขา
“...อึก!”
“เจ็บหรือ?”
มือใหญ่ค่อยผ่อนแรงซับลงแม้อีกฝ่ายจะไม่ตอบคำถาม ดวงหน้าซีดขาวยังคงซบอยู่ที่ไหล่เขาพร้อมกับลมหายใจรวยริน นัยน์ตาคมจับจ้องผ่านแสงเทียนที่กระทบกับร่องรอยสีแดงที่เริ่มจางลงแล้วก็ให้รู้สึกหดหู่อยู่ในใจ นับครั้งได้ที่ผู้ดูแลแสงเช่นเขาจะไม่สามารถหาทางออกให้กับปัญหาได้ และปัญหาที่เห็นอยู่ตรงหน้านี้ก็เป็นหนึ่งในนั้น ทั้งที่น้ำใจคือแรงผลักดันให้อยากยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ แต่ทว่าคำสัตย์ที่ได้ปฏิญาณไว้นั้นเขาเองก็ไม่อาจฝืน
...ผู้ใดที่อยู่ใต้อาณัติของตระกูลคิม ไม่มีสิทธิ์ถอนทัณฑ์ใดๆของผู้เป็นนาย...
เขาไม่มีสิทธิ์ลบล้าง ไม่มีทางได้ช่วยเหลือร่างในอ้อมแขน เพราะถึงแม้โทษที่จะได้รับนั้นไม่อาจหนักหนาถึงต้องตาย แต่การที่ต้องถูกขับไล่ออกจากตระกูลคิมก็ไม่ใช่สิ่งที่ยุนโฮจะรับได้เช่นกัน เพราะเขาไม่มีวัน...ไม่มีวันจะทอดทิ้งยอดดวงใจไปไหนได้
...เขาทิ้งจุนอาไปไม่ได้...
“คิดอะไรอยู่หรือ?” เสียงหวานทักขึ้นแผ่วเบา เมื่อเห็นคนที่คอยแต่ว่าเขาอยู่ได้ทุกวี่วันนั้นกลับเงียบไป ยุนโฮไม่ได้ตอบในทันที ชายหนุ่มละมือจากผ้าเปื้อนเลือดแล้วทิ้งมันลงในอ่างใบเล็กตรงข้างเตียง ก่อนจะจัดแจงกับเสื้อผ้าของอีกฝ่ายให้เข้าที่ แล้วค่อยประคองร่างเพรียวลงกับเตียงนุ่มที่เขาเองเต็มใจจะยกให้ในที่สุด มือหนายกขึ้นเกลี่ยปอยผมสีนิลที่ระใบหน้าขาวจัดให้เสียทีหนึ่งอย่างนึกเมตตา ก่อนจะยกยิ้มบางให้เป็นครั้งแรก...ครั้งแรกที่ยุนโฮยิ้มให้กับเงาอย่างคิมแจจุง
“ข้ากำลังแปลกใจ ว่าท่านทนได้ยังไง...อะไรที่ทำให้ท่านทนอยู่กับมันมาได้ถึงสิบเอ็ดปี” ยุนโฮเลือกที่จะไม่พูดถึงเรื่องที่เขากำลังคิด แต่สิ่งที่พูดออกไปก็ใช่ว่าเขาเองจะไม่อยากรู้ ความเข้มแข็งของคนตรงหน้ากำลังค่อยๆทลายกำแพงในหัวใจเขา ตัวตนของแจจุงที่เขาไม่เคยได้สัมผัสกำลังทำให้เขาใจอ่อน ความเย็นชาและชิงชังที่สั่งสมมานานนับสิบปีคล้ายกับค่อยเจือจางเพียงชั่วข้ามคืน จนนึกกลัวใจตัวเองอยู่ลึกๆ ว่าหากวันนั้นต้องมาถึง...แล้วเขาจะทำร้ายคนๆนี้ได้ลงคอจริงหรือ
“เพราะข้าคือเงา เป็นเงาของยองอุง...ก็ต้องกล้าแกร่งเช่นยองอุง ไม่อย่างนั้นข้าคง...ปกป้องดูแลนางไม่ได้” แจจุงตอบ แววตาอ่อนล้าแต่ทว่ามั่นคงไม่ไหวติงแม้แต่นิด เรียวปากได้รูปที่ไม่เคยแย้มยิ้มนั้นช่างเจรจากว่าที่ยุนโฮเคยคิดไว้
“แล้วท่านเคยคิดเสียใจบ้างไหม”
“เสียใจ?...เสียใจอย่างงั้นหรือ? หากเสียใจ...ข้าคงอยู่ไม่ได้มาจนถึงทุกวันนี้ ชะตาล้วนฟ้าลิขิตข้าจึงไม่เคยคิดฝืน ข้าเกิดมาเพื่อเป็นเงา...ก็จะขอเป็นเงาไปจนตาย ท่านจะเชื่อข้าไหม...ว่าข้าพอใจกับสิ่งที่ข้าได้ทำเพื่อนาง” ร่างเพรียวตอบทุกคำช้าๆและย้ำชัด ก่อนจะเบือนสายตาทอดไปในความมืดมิดของราตรีคล้ายกับจะหาคำตอบที่อยู่ในใจ
“แต่ใช่ว่าข้าเองจะไม่มีหัวใจ ในความพอใจนั้นข้ายังคงเจ็บปวด เพราะข้าไม่ได้อยากจะฆ่าใคร...และไม่ได้อยากให้ใครต้องมาเดือดร้อนเพราะข้า”
“...”
“ยายเถาเลี้ยงข้ามาตั้งแต่เกิด...ทนป้อนน้ำข้าวกับนมวัวให้ข้า นางยอมถูกตัดลิ้นจนเป็นใบ้เพื่อรักษาความลับ จนกระทั่งข้าอายุได้สิบขวบนางก็จากไป ไม่มีใครมาเคารพศพเพราะไม่มีใครรู้...มีเพียงเด็กสามคนที่ช่วยจัดการเผาศพนาง ตอนนั้นจุนซูเพิ่งมาอยู่กับข้าได้เพียงปีเศษ...เด็กคนนั้นร้องไห้เป็นเผาเต่า ร้องยิ่งกว่าที่ข้าร้องเสียอีก”
เห็นสีหน้าของผู้ดูแลแสงแล้ว แจจุงได้แต่ส่งยิ้มแห้งแล้งเพื่อแก้เก้อ ในดวงตาเรียวรีคู่นั้นแจจุงไม่รู้ว่ามันสื่อความหมายเช่นไร สมเพช...เวทนา...หรือเห็นเป็นเพียงเรื่องไร้สาระที่เขาเองไม่ควรเล่า ก็แน่ล่ะ...เขาเองยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะพูดเรื่องเหล่านี้ไปทำไม อาจจะเพียงเพราะความใจดีที่อีกฝ่ายเผลอแสดงออกมาทำให้เขาคล้ายต้องการระบายความในใจที่อัดอั้นมานานปี
...ช่างอ่อนแอนัก...คิมแจจุง...
มือเรียวหมายจะคว้าเอาผ่าห่มที่ร่นลงไปถึงช่วงเอวขึ้นมา ทว่าคนตรงหน้ากลับไวกว่าถึงได้ช่วยจัดแจงดึงผืนผ้านั้นขึ้นมาให้ ดวงตาคู่กลมเหลือบมองเสี้ยวหน้าของร่างสูงที่โน้มกายเข้าใกล้เพียงชั่วครู่ แล้วต้องรีบเสกลับมาจดจ้องอยู่กับชายผ้าห่มนิ่มที่เคลียอยู่กับผิวแก้ม ไออุ่นและกลิ่นกายของยุนโฮนั้นเจืออยู่ในห้วงอากาศรอบกาย และโดยไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด...มันทำให้ลมหายใจของแจจุงนั้นติดขัด คล้ายกับไม่กล้ารับเอากลิ่นไอที่ไม่ใช่ของตัว...ความอบอุ่นที่ไม่ใช่ของตน
...ใช่แล้ว...ทุกอย่างล้วนเป็นของจุนอา ที่ตรงนี้...ความอบอุ่นนี้ก็ล้วนเพื่อจุนอาทั้งสิ้น...
จนกระทั่งร่างสูงนั้นผละออกพร้อมกับรอยยิ้มพรายอันเป็นเอกลักษณ์ แจจุงถึงได้ผ่อนลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก ยอมรับว่าตัวเองไม่คุ้นชินความอ่อนโยนจากใคร หรืออาจจะเรียกได้ว่าไม่เคยได้รับจากใครเลยต่างหาก แจจุงนึกโทษว่าเป็นเพราะเหตุผลเช่นนั้นถึงทำให้เขาวางตัวไม่ถูกอย่างในเวลานี้ เขาคงจะชินกับท่าทีแข็งกร้าวและวาจาเสียดสีของอีกฝ่ายมากกว่า
“อย่าใส่ใจเลย ข้าก็แค่เล่าให้ฟังไปเรื่อยเปื่อย”
“งั้นหรือ” ยุนโฮยังคงยิ้มให้อย่างเมตตา กับเรื่องราวที่เขาเองไม่เคยรับรู้ ไม่เคยจินตนาการถึงมันได้ ใช่...เขาเองกำลังจะกลายเป็นคนใจอ่อนไปเสียแล้ว และน่าแปลกที่ตัวเองไม่เคยนึกสงสัยในเรื่องราวที่แจจุงเล่าแม้แต่น้อย อาจจะเพราะดวงตาสีนิลคู่นั้น...สัตย์ซื่อเสียยิ่งกว่ารอยทัณฑ์ที่ถูกตราไว้
“ถ้าอย่างนั้นเล่าให้ข้าฟังอีกได้ไหม ชีวิตของพวกท่าน...ทั้งยูชอนและจุนซูเป็นยังไง ต่อแต่นี้...หากจะนับข้าเป็นสหาย ให้ข้าได้รับรู้เรื่องราวของพวกท่านบ้างจะได้ไหม”
ผลตอบแทนของน้ำใจที่หยิบยื่นให้ คือรอยยิ้มพิสุทธิ์ราวกับเด็กน้อยที่ไม่เดียงสา ดุจบุปผากระจ่างท่ามกลางลมหนาวที่โหยไห้ ลึกล้ำในความหมาย ทว่าบางเบาคล้ายจะเลือนหายไปได้ทุกเมื่อ ชั่ววินาทีนั้นจองยุนโฮมิได้รู้ตัวเลยสักนิด ว่ามันจะตราตรึงอยู่ในสำนึกของตนได้อย่างง่ายดาย
**********************************
...เงียบเสียจนได้ยินกระทั่งเสียงปุยสีขาวนั้นค่อยทิ้งกายสัมผัสผืนดิน...
ยูชอนคุ้นเคยกับความเงียบงันดี ทว่าความเงียบเหงาที่ย่างกรายมาพร้อมกับหิมะแรกในค่ำคืนนี้ กลับกรีดแทงหัวใจที่คนภายนอกมองว่าด้านชาเสียจนเจ็บปวด ความคิดถึงกำลังทำร้ายเขาอย่างช้าๆ ทว่าด้วยทั้งหน้าที่และสัญญาที่ได้ให้ไว้ ทำให้เขาเองไม่อาจทำตามใจตัวเองได้ แม้มันจะเรียกร้องถึงเพียงคนผู้นั้น...เพียงผู้เดียวที่เขาทั้งรักและบูชายิ่งกว่าใคร แต่ต่อให้ต้องขาดใจไปเสียตรงนี้...เขาก็จะไม่ไปไหนหากไม่มันมิใช่ความต้องการของเงาแห่งฮินกูรึม
...จงปกป้องยองอุงจุนอา...ยิ่งกว่าลมหายใจของตัวเอง...
ใช่...เขาจะทำตามคำมั่นนั้น เพียงเพราะมันเป็นความต้องการของนายเหนือหัวเขา ยิ่งกว่าลมหายใจเช่นนั้นหรือ...ยูชอนเหยียดยิ้มเยาะให้กับตัวเอง ในตอนนี้เขาจะทำอะไรได้ ในเมื่อลมหายใจของเขาเองไม่ได้อยู่ที่นี่เสียแล้ว เป็นผู้ดูแลเงาที่มิได้เคียงข้างเงา ราวกับตัวตนของเขาช่างไร้ประโยชน์สิ้นดี ในตอนนี้ถึงได้รู้ถึงหัวอกของจองยุนโฮ ว่าเหตุใดถึงได้ดึงดันแต่จะทำตามหัวใจของตน คนที่ถือธาตุดินเช่นเขาจะต่างจากสายลมอย่างยุนโฮก็ที่ตรงนี้กระมัง
...หินผาแม้กล้าแกร่งแต่ไม่อาจเคลื่อนไหว ขณะที่สายลมนั้นเกรี้ยวกราดและไร้ซึ่งสิ่งใดผูกมัด...
“คิดถึงท่านแจจุงเหรอ?” เสียงใสที่ทักถามพร้อมกับวงแขนเรียวที่สวมกอดจากด้านหลัง ยูชอนไม่ได้ปฏิเสธมันแต่ก็มิได้ตอบรับไปมากกว่าการนั่งนิ่งๆให้ร่างที่เล็กกว่ากอดเขาเอาไว้อยู่อย่างนั้น “ถ้าคิดถึงก็ไปหาสิ ที่นี่ยังมีข้า...มีชางมิน ข้าจะดูแลทุกอย่างให้เอง”
ยูชอนเหยียดยิ้มเรียบอย่างไม่แสดงความรู้สึกใดๆ ไม่ต้องเอ่ยอะไรก็รู้กันดีถึงการตัดสินใจของเขา จุนซูรู้จักเขาดียิ่งกว่าใคร รู้ใจไปเสียทุกอย่าง ราวกับเป็นอีกตัวตนหนึ่งที่คอยสะท้อนความปรารถนาในใจเขา แต่ก็มันเพียงแค่นั้น...เป็นเพียงความต้องการที่ไม่อาจจะตอบสนองได้เท่านั้น ทั้งเขาและจุนซูรู้ดี
“บางครั้งข้าเองรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนโง่” ยูชอนเอ่ยขึ้นอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย นัยน์ตาสีชาเลื่อนลอยผ่านรัตติกาลอย่างไร้จุดหมาย “แล้วเจ้าล่ะ...คิดว่าข้าโง่ไหม”
ริมฝีปากบางยกยิ้มพร้อมกับอ้อมกอดที่กระชับขึ้น จุนซูค่อยแนบแก้มนิ่มกับอีกฝ่ายเบาๆ คล้ายกับลูกแมวตัวน้อยที่คอยเคลียเคล้าเจ้าของไม่ยอมห่าง ไม่ผิดหรอก...ปาร์คยูชอนเป็นเจ้าของหัวใจเขา เป็นเจ้าของทุกลมหายใจเข้าออกของชนเผ่านอกรีตที่เหลืออยู่เพียงหนึ่งเดียวผู้นี้
“ถ้าเช่นนั้นข้าก็คงโง่ยิ่งกว่ายูชอน” ราวกับตัดพ้อ ทว่าจุนซูรู้ดีว่าอีกฝ่ายไม่มีทางสนใจว่าเขาเองจะรู้สึกเช่นไร ยูชอนเป็นเช่นนี้เสมอ เหมือนภูผากว้างที่เขาไม่เคยโอบกอดได้หมดสิ้น เหมือนตัวเองเป็นเพียงเถาวัลย์เล็กๆที่เกาะเกี่ยวอีกฝ่ายไว้เป็นหลักยึด แม้จะพยายาม...แม้จะเอื้อมจนสุดมือก็ไม่มีทางครอบครองแผ่นหินที่ยิ่งใหญ่นี้ได้ ต่างจากผืนฟ้าอันงดงาม ที่ถึงแม้เวิ้งว้างหรือเย็นชาเพียงไร...แต่ภูผายังเต็มใจจะแหงนมองตราบชั่วนิรันดร์
“แต่...เพียงเท่านี้ข้าก็พอใจแล้ว ข้าพอใจที่จะเป็นคนโง่อยู่อย่างนี้...ยูชอน”
“จุนซู...”
“อ๊า! จะเลยยามหนึ่งอยู่แล้วนะยูชอน ถึงมีแค่รายเดียวก็เถอะแต่ก็วางใจไม่ได้นะ พรุ่งนี้ข้ายังต้องตื่นแต่เช้าไปที่เรือนบ่มชาอีก รีบไปจัดการเร็วเข้าเถอะ...ข้าอยากรีบกลับมานอนไวๆ” ไม่ปล่อยให้ยูชอนได้พูดอะไรอีก เพราะจุนซูรู้ดีว่ามันคงเป็นประโยคเดิมๆที่เขาไม่ได้อยากฟัง
...ข้ารู้ดี...เข้าใจทุกอย่างดี...
...แต่ที่ข้าพอใจก็เพียงเท่านี้...แค่ได้เป็นคนโง่อยู่อย่างนี้ก็พอแล้วจริงๆ...ยูชอน...
.
.
.
“แอบฟังคนอื่นอย่างนี้มันไม่ดีเลยนะครับ”
เสียงทุ้มที่ดังมาจากด้านหลัง เรียกให้คนที่แอบฟังการสนทนาของสองผู้ติดตามเงาแห่งฮินกูรึมต้องหันมาค้อนขวับให้อย่างเสียมิได้ ชางมินยิ้มเผล่ให้กับเจ้านายแสนงอนอย่างรู้ทัน เขาอาจจะหล่อเหมือนยุนโฮ...เก่งเหมือนยุนโฮ...แต่ที่ไม่เหมือนยุนโฮก็ตรงที่ไม่ได้ตามใจเจ้านายจนเคยตัวนี่แหละ
“ชางมินอา...ข้าไม่ได้แอบฟังสักหน่อย”
“แล้วท่านจุนอาคิดว่าใครกันที่เป็นคนโง่ล่ะครับ”
“ไม่มีใครโง่หรอก เรื่องของความรัก...มันไม่ได้ใช้ความคิดมาตัดสินเสียหน่อย หัวใจต่างหาก...ที่สำคัญ”
คำตอบของนายน้อยคนสวยเรียกรอยยิ้มกวนๆจากชเวคังชางมินได้อีกหน จุนอาถลึงตาใส่ผู้ดูแลชั่วคราวอย่างเอาเรื่อง เมื่อรู้ตัวว่าเสียรู้ให้กับปราชญ์แห่งบุนซูเสียแล้ว
“ว่าแต่ข้า! เจ้าเองก็เถอะ...แอบฟังเหมือนกันนั่นแหละ” แก้มขาวดันลมเสียจนป่องอย่างนึกขัดใจ ก่อนจะเชิดคางเมินใส่น้อยๆแล้วเดินหนีไปเอาเสียดื้อๆ จุนอารู้ดีว่านางเถียงไม่เคยชนะชางมินสักครั้ง นึกแล้วคิดถึงยุนโฮจัง...ยุนโฮไม่เคยว่านางเลยสักครั้งไม่ว่าเรื่องอะไร
เห็นท่าทีฟึดฟัดเหมือนเด็กของเจ้านายแล้วชางมินได้แต่ส่ายหน้าพร้อมกับยิ้มขำ เพราะรู้ดีว่านางคงไม่ได้จะโกรธเขานาน เพียงไม่ถึงชั่วยามเดี๋ยวก็ต้องมาอ้อนเขาแทนคนที่ไม่อยู่ ลับสายตาจากจุนอาแล้วร่างสูงโปร่งจึงทิ้งกายลงนั่งกับชานเรือนอย่างอ่อนล้า ยอมรับว่าเหนื่อยไม่น้อยกับการที่ต้องทำทุกอย่างคนเดียวโดยไม่มีศิษย์พี่คอยช่วยเหลือ ลำพังเพียงการรับหน้ากับตึกใหญ่และต้องคอยเก็บกวาดชำระร่างเพียงลำพังก็แทบจะหมดแรงไปวันๆ ไหนจะยังต้องดูแลจุนอาอีก นึกแล้วก็อดนับถือในตัวยุนโฮไม่ได้ เพราะเวลาที่เขาต้องไปทำธุระต่างเมืองที่ไร...ไม่เคยเห็นยุนโฮจะบ่นเลยสักคำ
“ชางมิน!”
เสียงใสที่ทักขึ้นทำให้เจ้าของชื่อต้องหันไปมอง ก่อนจะพบกับถ้วยชาร้อนๆที่ส่งกลิ่นหอมเฉพาะตัวอยู่ตรงหน้า จุนซูส่งยิ้มเป็นมิตรพร้อมทั้งยื่นถ้วยชาให้เขารับไว้อย่างเต็มใจ ก่อนจะว่าเร็วๆเพราะดูเหมือนจะรีบร้อนออกไปแต่ก็ยังอุตส่าห์มีน้ำใจต่อเขา
“ดื่มซะหน่อยนะ...จะได้ผ่อนคลาย” ดวงตาเรียวเล็กนั้นยิ้มเสียจนแทบปิด เรื่องราวระหว่างจุนซูและยูชอนนั้นใช่ว่าเขาเองจะไม่เคยรู้มาก่อน เพราะอย่างน้อยเขาเองก็เข้านอกออกในทั้งร้านน้ำชาและเรือนดอกเหมยเป็นว่าเล่น เวลานี้ชางมินถึงได้รู้คำตอบ...ว่าใครกันแน่ที่เป็นคนโง่
“อดทนหน่อยนะ แต่เดี๋ยวอีกไม่นานทั้งยุนโฮและท่านแจจุงจะต้องกลับมาแน่ๆ อ๊ะ!...ยูชอนเรียกแล้ว ข้าไปล่ะ”
...ปาร์คยูชอน...ท่านช่างโง่สิ้นดี...
******************************
เรียวนิ้วขาวค่อยสัมผัสกับจิฮายะตัวเดิมที่สวมใส่เมื่อสองวันก่อน ร่องรอยของตราบาปที่จารึกอยู่นั้นยังคงเด่นชัด ยามที่มันเป็นสีแดงนั้นช่างดูน่ากลัว กระทั่งเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแก่จับติดกับผิวผ้าก็ยังชวนให้เศร้าหมอง เฉกเช่นเดียวกับรอยแผลที่ไม่อาจลบล้าง แม้ปิดบังได้ด้วยเสื้อตัวใหม่แต่เขาเองก็ยังรับรู้ถึงมัน
“ให้ข้าจัดการกับมันเถอะ” ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ยุนโฮมาหยุดยืนอยู่ข้างกาย ก่อนที่มือใหญ่จะฉวยเอาชุดขาวที่มีแต่รอยเลือดเกรอะกรังไป แจจุงเลื่อนสายตามองตามแผ่นหลังกว้างที่เดินหายไปหลังประตูห้องแล้วถอนใจเบาๆ เขาไม่รู้ว่ายุนโฮจะทำอย่างไรกับชุดนั่น รู้เพียงแต่ทุกครั้งหากเป็นยูชอน เขาจะสั่งให้ซักมันแล้วเก็บไว้ใช้อย่างเก่า แต่กับชุดสีขาวแบบนี้ต่อให้ซักยังไงก็คงยังเหลือรอยไว้ ไม่เหมือนกับชุดสีดำที่เขาเคยสวมใส่ ที่ต่อให้ละเลงสีใดลงไปก็ไม่อาจทำให้มันมืดมนไปกว่านั้น
...สีดำ...นั่นล่ะคือตัวเขา...
...คือเงาแห่งฮินกูรึม...
.
.
.
หายไปเพียงไม่นาน ยุนโฮก็กลับเข้ามาในห้องอีกครั้งเพื่อจะบอกว่าพร้อมออกเดินทางต่อแล้ว แต่ดูเหมือนแจจุงจะไม่ได้ยินเสียงเรียกจากเขา ร่างเพรียวยังคงนั่งนิ่งอยู่ตรงที่เดิม ดวงตาหม่นแสงเหม่อมองไปนอกหน้าต่างอย่างไร้จุดหมาย ไหล่บางลู่ลงราวกับไม่สามารถจะแบกรับภาระใดๆไปมากกว่าเท่าที่เป็นอยู่ ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า...แต่ยุนโฮรู้สึกราวกับมันเป็นภาพที่คุ้นตา ภาพของจุนอาที่มักมองดวงจันทร์ผ่านมุมเดิมของเรือนซากุระกลับผุดขึ้นมาในความคิด
...หรือจะเป็นเพราะเขาคิดถึงนางมากจนเกินไป...
“ไปกันเถอะ” ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อใดที่เจ้าของเสียงหวานภายใต้จิฮายะสีขาวมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้า แจจุงส่งยิ้มให้น้อยๆก่อนจะผละเดินออกล่วงหน้าไปหลายก้าว ทิ้งให้ผู้ดูแลแสงที่เพิ่งหลุดจากภวังค์ได้แต่มองตามร่างระหงที่ราวกับเป็นคนละคนที่เขามองเห็นเมื่อกี้นี้ ลาดไหล่ตรงของเงาผู้ทะนงในศักดิ์ศรีค่อยห่างออกไปจนลับสายตา ละไว้เพียงปริศนาของความเหมือนและแตกต่างที่ยุนโฮไม่อาจเข้าใจได้โดยง่าย เป็นอีกครั้งที่เขาคิดว่าแจจุงนั้นเหมือน...ไม่ใช่ที่รูปลักษณ์ทว่าเป็นความรู้สึกเมื่อยามได้อยู่ใกล้ คล้ายความบอบบางที่เขาควรต้องปกป้อง แต่พอเอื้อมมือออกไปหมายจะกางกั้นภยันตรายที่กร้ำกราย ความเข้มแข็งที่ไม่รู้ว่าเป็นเพียงสิ่งที่เจ้าตัวสร้างฉาบเอาไว้หรือไม่นั้น...กลับคอยสะท้อนเอาความหวังดีที่เขามีให้ออกห่างตัวอยู่เรื่อยไป
...จุนอาไม่เคยบอกถึงที่มาของรอยจารึกบนแขนซ้ายของนาง เช่นเดียวกับที่พี่ชายของนางไม่ยอมบอกถึงเหตุผลของการลงทัณฑ์บนแผ่นหลังนั่น...
คิดมากแล้วได้อะไร...ยุนโฮถอนใจยาวก่อนจะตัดใจก้าวออกไปจากห้องพักเล็กๆนั่น พอลงไปถึงที่รถม้าก็พบว่าแจจุงนั่งรอเขาอยู่ในเก๋งรถแล้ว ไม่มีบทสนทนาใดๆต่ออีกระหว่างคนทั้งคู่ นอกจากเสียงอาชาที่ควบผ่านละอองหิมะที่ยังคงมีไปตลอดทางที่มุ่งสู่ซูอันด่านหน้าแห่งซามัก
TBC
มันก็แค่รัก หรือไม่รักต่างหาก
เห็นเรื่องนี้มีง่าวขัดใจคนอ่านอยู่คนเดียวเนี่ยแหละ
จอง ยุนโฮ
#1 By ชนบท (Rural) on 2008-06-14 21:00