Timeless : The Promise...(secret -I & chapter 3)

posted on 10 Jun 2008 21:05 by shion-moongrow  in 05-Timeless

 

 

Title : Timeless : The Promise...(secret -I & chapter 3)
Author : Shion
Casting : Yunho x Jaejoong x (Junah), Yoochun x Junsu, Changmin
Genre : AU/Yaoi
Rating : R/NC-17

Author’s note :  re-post นะคะ

อา...สวัสดีค่ะ
เห็นชื่อตอนแล้วงงกันแน่เลย   ใช่ค่ะ...มันเป็นตอนที่ 3 ที่พ่วงด้วย secret-I

ทำไมต้อง seccret-I...?

สาเหตุก็เพราะอย่างที่บอกไว้เมื่อเนิ่นนานมาแล้ว.....นานมากกกกกกก 555
เนื่องจากว่าฟิกเรื่องนี้จะยาวแน่นอน...และด้วยว่าชิอนมาต่อฟิกได้ช้ามาก   ดังนั้นการที่จะช่วยให้คนอ่านเข้าใจเนื้อเรื่องและตัวละครที่ซับซ้อนไปซะทุกมิติเหล้านี้ได้ง่ายขึ้น   ก็เลยคิดว่าจะทำเป็นพาร์ทของความลับออกมาเป็นช่วงๆค่ะ (คือคงไม่ได้แถมให้แบบนี้ทุกตอน   แต่จะโผล่มานานๆที)
ถือเป็นของแถมที่อ่านแล้ว...ถึงจะสั้นๆแต่ก็คงช่วยให้เข้าใจตัวละครที่มีพื้นฐานค่อนข้างแตกต่างกันได้มากขึ้น
(หรือจะทำให้งงกว่าเดิม...555)


ปล..ถ้าใครสังเกตจะพบว่าในเรื่องนี้ทำไมแจจุงและจุนอาถึงใช้นามสกุล ‘คิม’ ของแม่ตัวเอง  คำตอบนั้น...ติดตามได้ในตอนต่อๆไปค่ะ(ไม่รู้ว่าตอนไหน...555)

Warning : ฟิกเรื่องนี้เป็นเพียงเรื่องราวสมมติที่แต่งขึ้น อาจมีการใช้ชื่อบุคคลหรือสถานที่ที่มีอยู่จริง แต่เหตุการณ์ต่างๆในเรื่องไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับชีวิตจริงของบุคคลในฟิก และไม่ได้มีเจตนาที่จะทำให้บุคคลเหล่านั้นเสื่อมเสียชื่อเสียงแต่อย่างใด เนื้อเรื่องทั้งหมดเป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้นเพื่อความบันเทิง และมีเนื้อหาเกี่ยวกับ boy’s love หรือ yaoi ขอให้พิจารณาก่อนอ่าน หากรับไม่ได้ขอให้ปิดหน้านี้ลงเสีย….ขอบคุณค่ะ

 

 

 

 

Timeless : The promise…
: sccret I (main character)

 


บางครั้งสิ่งที่มีค่ายิ่งกว่า...อาจไม่ใช่ของสูงค่าเสมอไป  หากแต่เป็นสิ่งที่หัวใจต้องการ
การที่ต้องมีชีวิตอยู่โดยมิอาจรัก...นั้นต่างจากการอยู่โดยไร้รักที่ตรงไหน


...เวลาหรือ...ที่ขีดเขียนคำว่ารัก...กำหนดค่าของคำมั่นที่ให้ไว้
...หรือเป็นหัวใจ...ที่สัมผัสได้...ฝากฝังรักไว้เหนือกาลเวลา


.
.


สัญญาของท่าน...หรือหัวใจของข้า


.
.


...สิ่งใดกันที่มั่นคง....


.
.

 

 

Kim Jaejoong

หากจะบอกว่าคนเรามิสามารถทรยศต่อหัวใจตนเองได้   เรื่องราวของเงาแห่งฮินกูรึมรุ่นที่สิบเอ็ด...ก็คือสิ่งยืนยันคำพูดเหล่านั้น
บุรุษผู้ไม่เคยลืมว่าตัวเองเป็นใคร...แต่กลับไม่เคยเป็นที่จดจำ
พี่ชายผู้ไม่เคยทอดทิ้ง...แต่กลับไม่เคยได้ยืนเคียงข้างหรือแม้แต่ได้รับไออุ่นจากมารดาของตน

‘น้ำนมแม้เพียงหยดเดียว...ข้าก็จะไม่ยอมให้แปดเปื้อน’  ...นั่นคือคำพูดของคิมชเวจินผู้มีศักดิ์เป็นตา

...ทว่าหัวใจที่แสนเดียวดายกลับไม่เคยไร้รัก...
...แม้มิเคยถูกรัก...แต่คิมแจจุงเกิดมาเพื่อรัก  แม้สองมือเคยแต่หยิบยื่นเพียงความตาย...

 

 

 


Kim Jun-ah

นางคือแสงที่เรืองรอง...ส่องสะท้อนทุกสิ่งให้มีสองด้าน...แม้กระทั่งตัวนางเอง
สายเลือดบริสุทธิ์กลับมีบางสิ่งที่หลบเร้น...ที่แม้อยากจะให้ลบเลือนแต่กลับยิ่งฝังจำ

...นางเกิดมาเพื่อถูกรัก...แม้มิอาจรักผู้ใด...
...คล้ายจักรวาลที่ว่างเปล่า...แม้รายล้อมด้วยมวลหมู่ดาวแต่ก็ช่างเวิ้งว้าง...
...หัวใจของนาง...มิเคยถูกเติมเต็ม...

 

 

 

Jung Yunho

อ่อนโยนดุจสายลม...เกรี้ยวกราดดั่งพายุ
ความมุ่งมั่นและเด็ดเดี่ยวทำให้เขาไม่เคยพลาด  แต่ก็กลายเป็นบ่วงผูกมัดให้มิอาจทำตามใจตัวเองได้
ทว่าสุดท้ายหากใจของจองยุนโฮได้เลือกแล้ว...ก็ไม่มีสิ่งใดทัดทานได้เช่นกัน

...เขายึดมั่นในคำสัญญายิ่งชีวิต......แต่ก็พร้อมจะแลกชีวิตได้เพื่อรัก...

 

 

 

Park Yoochun

ในชีวิตของปาร์คยูชอนไม่เคยมีคำว่าลังเลหรือเสียใจ   เขาทำทุกอย่างได้เพื่อผู้ที่เป็นนายแห่งหัวใจเขา  
ทว่ามีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้น...เพียงเรื่องเดียวเท่านั้นที่ทำให้เขาต้องเสียน้ำตา...คือการที่เขาไม่อาจจะรักซีอาจุนซูได้...

‘ข้าสัญญา...จุนซู   หากได้พบกันอีกครั้ง...ข้า...จะรักเจ้า’

 

 

 

Kim Junsoo

หนุ่มน้อยผู้ควรคู่กับแสงตะวัน...ด้วยฝีมือที่ไม่ได้ด้อยไปกว่าใครในฮินกูรึม

...ทว่าเพียงเพราะรักเท่านั้น...ถึงยอมเป็นเพียงแสงจันทร์อ่อนสี...

จุนซูอาจเป็นเพียงคนเดียวที่มีหัวใจอันอิสระ   ได้รักอย่างที่ใจอยากจะรัก
แม้เพียงเฝ้ามอง...แม้เพียงเฝ้าฝัน...แต่จุนซูไม่เคยเสียใจ  และยังคงยิ้มได้ด้วยความรู้สึกที่เต็มเปี่ยม

 

 

 

Shim Changmin

มังกรสมุทรผู้ซ่อนเร้น   ภายใต้รอยยิ้มและอารมณ์ขบขัน...น้อยคนนักที่จะรู้ว่าในใจนั้นแสนขมขื่น
ชางมินมีอดีตที่โหดร้าย...เพียงแต่เขารู้ว่าจะใช้ชีวิตเช่นไรให้มีความสุข
และเพราะเขาผ่านอะไรที่เลวร้ายมามาก...จึงทำให้ความคิดอ่านดูเป็นผู้ใหญ่มากกว่าศิษย์ร่วมสำนักคนอื่นๆ

...ยิ้ม...ให้กับความขมขื่น...
...หัวเราะ...ให้กับสิ่งที่โหดร้าย...

แม้มันจะเป็นเรื่องยาก...แต่เขาก็พยายามทำทุกอย่างเพื่อให้มันผ่านพ้นไป

 

 

 

 

 

 

 

 

Timeless : The promise…
: chapter 3

 


เสียงย่ำเหยาะของอาชาเทียมรถชั้นดียังคงดังอย่างสม่ำเสมอ   การเดินทางเพียงสามวันไม่ได้ลดแรงวิ่งของมันเลยแม้แต่น้อย   รวมถึงตัวคนควบคุมมันเองก็หาได้เร่งรีบไม่   เพราะใจของจองยุนโฮยังคงอาวรณ์ถึงคนที่รออยู่ในเมืองหมอกขาว...

“หากท่านไม่เร่งเดินทางอีกสักนิด   เราจะไปไม่ถึงทันยางก่อนตะวันตกดิน”   คนในรถม้าเอ่ยขึ้น  แต่ทว่าเสียงทุ้มติดนุ่มลึกนั้นกลับไม่ถูกใจคนฟังแม้แต่น้อย   อารมณ์ที่ระอุอยู่ภายในชวนให้ยุนโฮหงุดหงิดจนต้องพาลใส่คนที่เขาเหมาว่าเป็นต้นเหตุแห่งการพลักพรากในครั้งนี้

“หากไปไม่ถึงแล้วท่านจะกลัวอะไร?”

“...”

“เงาเยี่ยงท่าน...มีอะไรที่ยังต้องกลัวอีกหรือ?”

“ได้โปรด...อย่าดูถูกลางสังหรณ์ของข้า”   คนเป็นเงาว่า  แม้จะยังคงรักษาท่าทีนิ่งเฉยต่อถ้อยคำถากถางของอีกฝ่ายได้  แต่ทว่าในใจกลับนึกกลัวไม่ต่างไปจากที่ยุนโฮพูดเลยสักนิด  ความเหน็บหนาวนั้นน่ากลัว...และราวกับสวรรค์จะกลั่นแกล้งที่ต้องให้เขาตัดสินใจเดินทางไกลในช่วงต้นฤดูหนาวเช่นนี้

“คืนนี้...หิมะแรกจะมา”

“ท่านรู้ได้ยังไง”  

“เพราะข้าคือเงาของยองอุง”

“นี่ท่าน!”

“เร่งเดินทางเข้าเถอะ   อย่างน้อยถ้าไปถึงทันยางก็ยังมีชาร้อนๆกับที่นอนอุ่นๆไว้รอท่าน”   ไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายได้ว่าอะไรต่อ   แจจุงปิดการสนทนาที่ชวนอึดอัดด้วยการคำพูดคล้ายออกคำสั่งอยู่ในตัว   ยุนโฮได้แต่ชักม้าให้วิ่งเร็วขึ้นอย่างหัวเสียกับถ้อยคำยอกย้อนเมื่อครู่   โดยที่ไม่รู้เลยว่าคนพูดมันก็เจ็บไม่ต่างกันกับเขา

...แจจุงรู้ว่าไม่มีใครอยากพรากจาก...
...รู้ดีว่าไม่มีทางเทียบเทียมแม้แต่แสงเลือนรางจากตัวนางได้...
...และรู้ดี...ว่าตนเองไม่เคยเป็นที่จดจำ...

“ไม่เคยเลย...สักนิดเดียว”


.
.
.

 

แม้จะทันเข้าสู่เมืองทันยางแต่กระนั้นโชคก็ยังไม่เข้าข้างผู้มาเยือนจากฮินกูรึมทั้งสองนัก   ที่พักชั้นดีล้วนถูกจับจอง  ด้วยว่าเมืองเล็กๆอันเป็นชายแดนของแคว้นเหนืออย่างนุนโบรานั้น   ถือเป็นทั้งด่านแลกเปลี่ยนสินค้าและทางผ่านที่สำคัญก่อนจะเข้าสู่เมืองตะวันตกอย่างซามัก   และยิ่งเป็นช่วงเปลี่ยนผันของฤดูกาล   การค้าขายก็ยิ่งคึกคักขึ้นกว่าช่วงเวลาอื่นๆเป็นเท่าตัว

“มาจากฮินกูรึมกันหรือขอรับ  ข้าเองพื้นเพเดิมก็เป็นคนที่นั่น  เชิญเลยขอรับ...ข้าจะลดราคาให้เป็นพิเศษเลย” 

ดวงตาคู่สวยลอบมองรอยยิ้มอันเป็นมิตรที่ผู้ดูแลแสงมีให้กับเถ้าแก่โรงเตี๊ยมอัธยาศรัยดี  เรียวปากสีกุหลาบจึงคลี่ยิ้มออกมาน้อยๆ   นี่ยุนโฮจะรู้ตัวบ้างไหม...ว่าเวลาที่ตัวเองนั้นยิ้มแย้มแบบนี้  ดูดีกว่าตอนที่ทำตาดุๆแล้วคอยแต่พูดจากระทบกระทั่งเขาเป็นไหนๆ  

“ถึงแล้วขอรับ”  เสียงแหบๆของเถ้าแก่เรียกให้แจจุงหลุดจากห้วงความคิดของตัวเอง  หลังจากเดินตามมาจนถึงชั้นสองของตัวร้าน   สองบุรุษจากเมืองหมอกขาวก็มายืนอยู่หน้าห้องริมสุดของทางเดิน  สองมือเหี่ยวย่นของเถ้าแก่ค่อยผลักบานประตูไม้ฉลุเก่าๆก่อนจะค่อยนำคนทั้งคู่เข้าไป 
“นี่เป็นห้องที่ดีที่สุดของโรงเตี๊ยมข้าแล้ว  อาจจะคับแคบไปบ้าง...แต่ขาดเหลืออะไรก็บอกได้นะขอรับ”

เถ้าแก่บอกทิ้งท้ายก่อนจะขอตัวกลับออกไปทำงานต่อ   ห้องพักที่เหลืออยู่เป็นห้องสุดท้ายของที่นี่จึงเหลือแต่เพียงความเงียบเมื่อไร้เสียงช่างสนทนาของชายแก่   บรรยากาศชวนอึดอัดก่อตัวขึ้นตั้งแต่ที่เถ้าแก่บอกว่าที่นี่เหลือห้องพักเตียงคู่ห้องนี้เพียงห้องเดียวเท่านั้น   และมันยิ่งทวีความคุกรุ่นขึ้นเมื่อเขาเองเป็นคนชิงตกปากรับคำจะพักที่นี่เสียก่อนที่ยุนโฮจะได้ค้านอะไร   หลังจากนั้นอีกฝ่ายก็เอาแต่เงียบและไม่ออกความเห็นอะไรอีก 

“หึ”  ริมฝีปากหยักยกยิ้มเยาะก่อนจะวางสัมภาระแล้วทิ้งตัวลงบนเตียงที่ตั้งอยู่ด้านในของห้อง  เรียกให้ดวงตาคู่สวยต้องหันไปมองอย่างนึกเคืองอยู่ในใจไม่น้อย  แจจุงรู้ว่ากำลังทำให้ยุนโฮโกรธ  สายตาที่ไม่ปิดบังความขุ่นเคืองไว้นั้นกำลังจ้องมองเขาอย่างดูแคลนเช่นทุกครั้งที่ผ่านมา  แต่หากไม่ใช่เพราะอากาศหนาวเหน็บที่คอยเตือนถึงสิ่งที่จะตามมาล่ะก็   เขาคงไม่คิดจะทำอะไรโง่ๆเช่นนี้หรอก

...โง่เสียยิ่งกว่าโง่...ทั้งที่รู้ว่าเขาเกลียดแสนเกลียด...

เรียวปากอิ่มเม้นแน่นจนแทบเป็นเส้นขาว  ก่อนจะตัดสินใจเอ่ยออกไป  “ข้าขอนอนที่ตรงนั้นได้หรือไม่”

“ทำไม”  แทบจะทันทีกับคำขอนั้น  ที่ร่างสูงผุดลุกขึ้นมาเผชิญหน้ากับคนที่ยังยืนละล้าละลังอยู่กลางห้อง  ยุนโฮกวาดสายตามองไล่ไปทางเตียงอีกหลังที่ชิดกับหน้าต่างที่เปิดออกสู่ทางทิศเหนือ  ก่อนจะพูดต่อ  “ที่ตรงโน้นก็ว่าง...แถมยังวิวดีกว่ามุมอับตรงนี้เป็นไหนๆ  หรือว่า...”

ช่วงขายาวก้าวเข้าหาคนที่เอาแต่เงียบ  ใบหน้าสวยที่ลอยเด่นอยู่ตรงหน้านั้นเขายอมรับว่างดงามไม่แพ้หญิงใด   แม้จะมีรูปร่างสูงโปร่งเฉกเช่นบุรษและดูจะเตี้ยกว่าเขาเพียงไม่กี่นิ้ว   แต่ภายใต้อาภรณ์ของสตรีเยี่ยงนี้กลับทำให้ดูคล้ายหญิงงามเรือนร่างระหงเสียมากกว่า   ผิวกายขาวราวกับหิมะ...ตัดกับเรียวปากสีซากุระเมื่อยามผลิดอกสะพรั่ง   นี่สินะ...ผลของการเป็นเงามาเนิ่นนาน  ฝึกฝนแต่วิชาที่อาศัยธาตุหยินเป็นหลัก   จนแม้กระทั่งสุ้มเสียงก็ยังดัดให้หวานได้จนผู้คนที่พบพานไม่นึกสงสัยว่าเป็นชายเลยสักนิด

ร่างสูงพาตัวเองมาหยุดอยู่ตรงหน้าคนเป็นเงา   ใช้สายตาประเมินตั้งแต่หัวจรดเท้า   ก่อนจะสบสายตาสู้กับความว่างเปล่าของนัยน์ตาสีนิลที่ไม่ว่ากี่ครั้งเขาก็ไม่เคยนึกชอบ   ดวงตาคู่กลมที่งามไม่แพ้กัน   หากแต่เมื่อเทียบกับประกายระยับของแสงแห่งฮินกูรึมแล้ว   ไม่มีทางที่ความว่างเปล่าของผืนม่านแห่งราตรีจะเทียมเทียบได้

...ยุนโฮบอกตัวเองเช่นนั้น...สั่งสมจนแปรเปลี่ยนเป็นความเกลียดและชิงชังมานานปี   เขาจะไม่พลาด...จะไม่มีทางใจอ่อนหากวันนั้นต้องมาถึง...

“หรือว่าอยากอยู่ใกล้ข้ามากนัก  ถึงขนาดต้องร้องขอมานอนร่วมเตียงกันอย่างนี้”

“ใครบอกว่าข้าจะนอนกับท่าน!”

“ก็ใครกันล่ะที่เพิ่งมาขอนอนเตียงเดียวกับข้า!”

“ข้าหมายถึงข้าจะนอนเตียงด้านใน   แต่ให้ท่านย้ายไปนอนเตียงริมหน้าต่างนั่นต่างหาก!”   ดวงตาคู่สวยจ้องมองร่างสูงตรงหน้าอย่างเอาเรื่องไม่แพ้กัน   แม้ไม่บ่อยนักที่เขาจะต้องมาต่อล้อต่อเถียงกับใครแบบนี้   แต่ก็ใช่ว่าจะยอมใหใครมาดูหมิ่นหยามศักดิ์ศรีเช่นที่ยุนโฮทำอยู่  

“เหอะ!”  ไม่เพียงจะไม่รู้สึกผิดแต่ยุนโฮยังยิ้มเยาะอีกครั้ง   ร่างสูงหันกายกลับก่อนจะทิ้งตัวลงนอนกับเตียงที่เกิดจากการยกพื้นให้สูงขึ้นแล้วปูทับด้วยขนแกะอันเป็นสินค้าขึ้นชื่อของทันยาง  แล้วปรายเพียงหางตามองสีหน้าของคนที่ยังยืนนิ่งอยู่ที่เดิม  “ข้าจะนอนที่ตรงนี้แล้วจะทำไม  จะบอกอะไรให้ว่าแค่ต้องนอนร่วมห้องกับท่านข้าก็อึดอัดเสียเต็มแก่แล้ว  อย่าเรื่องมากนักได้ไหม”

ร่างเพรียวจับจ้องคนที่นอนหันหลังให้อย่างนึกเคือง  ก่อนที่แววตาแข็งกร้าวเมื่อครู่จะหม่นแสงลงอีกครั้ง  “ที่พักในทันยางหายากท่านก็รู้   ข้าก็แค่กลัวว่าเราจะหาที่พักไม่ทันก่อนที่...”

“...หิมะแรกจะมา”   เป็นยุนโฮที่ขัดขึ้นเสียก่อน   ร่างสูงลุกขึ้นอีกครั้งก่อนจะว่าต่อด้วยความรำคาญ  “ท่านก็เอาแต่เรื่องบ้าบอนี่มาอ้าง  ยอดฝีมือเช่นท่านมีพลังวัตรไม่เพียงพอจะต้านทานความหนาวเหน็บเชียวหรือ  น่าขำ...หรือจะบอกว่าแม้แต่คดีฆ่าล้างสกุลจางเจ็ดสิบเก้าชีวิตเมื่อปีที่แล้ว...ในคืนที่พายุหิมะแรงขนาดนั้นไม่ใช่ฝีมือท่าน”

พูดจบก็ทิ้งไว้แต่เพียงความเงียบงันและเหน็บหนาว   เกล็ดสีขาวของหิมะแรกที่เริ่มทิ้งตัวท่ามกลางความสุขไสวยามค่ำคืนของทันยาง...ไม่ทิ่มแทงเท่ากับน้ำคำเมื่อครู่เลยสักนิด   ที่คอยตอกย้ำความผิดและรอยบาปที่มีแต่เงาเท่านั้นเป็นผู้รองรับไว้

“นั่นสินะ...แล้วข้า...จะกลัวอะไร”  รอยยิ้มบางทว่าแสนขมขื่นเผยขึ้น  แต่คนที่ออกจากห้องไปแล้วคงไม่มีทางจะได้เห็น  แจจุงทิ้งกายลงกับที่นอนของตัวเองพลางเหม่อมองปุยสีขาวบางเบาที่เริ่มมีมากขึ้นเรื่อยๆ   ก่อนที่ดวงตาคู่สวยจะปิดลงราวกับยอมรับในหนทางที่ไม่มีวันจะฝืนได้

 

*********************************


.
.
.


“ตกลงมาจนได้สินะ”   ว่าพลางถอนใจยาว
  
...แถมยังตกเร็วกว่าทุกปีเสียด้วย...

ยุนโฮมองหิมะแรกที่เป็นไปตามคำบอกของใครบางคนอย่างนึกขัดใจ   หิมะที่ตกหนักขึ้นเรื่อยๆส่งผลให้ตลอดทางเดินราวกับถูกปูด้วยพรมสีขาว   แต่ถึงอย่างนั้นตลอดสองข้างทางก็ยังคงคึกคักไปด้วยผู้คนที่ออกมาสรรหาเหล้ารสแรงเพื่อเพิ่มความอบอุ่น   บ้างก็เพื่อพบปะกับผู้คนมากมายจากต่างถิ่นเพื่อหาเพื่อนคุยและคบค้าไปในตัว  

“ป่านนี้แล้ว...จะเป็นยังไงบ้างนะ”   รอยยิ้มอบอุ่นเผยขึ้นยามเมื่อนึกถึงผู้คนในบ้านเกิด   หากเป็นในยามปกติแล้วในอีกสองวันข้างหน้าเขาคงจะได้เห็นเจ้าหญิงน้อยขับกล่อมผู้คนในเมืองหมอกขาวด้วยเสียงพิณ   ตามธรรมเนียมโบราณของฮินกูรึมที่ผู้เป็นแสงจะให้พรผ่านเสียงพิณในวันที่สามหลังจากหิมะแรกมาถึง   แต่เพราะปีนี้ได้มีการแจ้งไว้ล่วงหน้าว่ายองอุงจุนอาจะออกเดินทางไปซามัก   พิธีการดังกล่าวถึงต้องระงับไปท่ามกลางความเสียดายของผู้คนทั่วทั้งฮินกูรึม

...ถึงแม้ในความเป็นจริงตอนนี้...ยองอุงจุนอาจะยังอยู่ในเมืองหมอกขาวก็เถอะ...

หลังจากปล่อยให้ความคิดล่องลอยไปเรื่อยเปื่อย   รู้ตัวอีกทีสองขาก็พาตัวเองมาหยุดอยู่ตรงหน้าประตูห้องพักเสียแล้ว   ยุนโฮมองดูของในมือแล้วก็ได้แต่ถอนใจเบาๆ   ซาลาเปาไส้เจอุ่นๆที่เขาซื้อติดมือมาด้วยความเคยชิน...ลืมไปเสียสนิทว่าคนเป็นเงาคงไม่จำเป็นต้องรักษาศีลเหมือนเช่นยองอุง   เขารู้ว่าคนในห้องยังไม่มีอะไรตกถึงท้องตั้งแต่เย็น   เพราะเสบียงที่ตระเตรียมมาจากฮินกูรึมนั้นเพียงพอแค่ช่วงสามวันที่ผ่านมาเท่านั้น  และเรื่องพวกนี้ก็เป็นหน้าที่ของผู้ดูแลเช่นเขาที่สมควรจะจัดการ   ต่างกันเพียงที่ผ่านมาคนที่เขาควรจะปรนนิบัตินั้นหาใช่แจจุง   และคนที่สมควรแจะดูแลแจจุงก็มิควรจะเป็นเขา

จะว่าไปเขาเองก็ไม่ได้อยากจะแล้งน้ำใจกับคนในห้องนัก  หากไม่เพราะด้วยสายงานที่ต่างกัน  แต่กลับต้องมาเกี่ยวพันกันอยู่ร่ำไป   เขากลัวว่าหากวันแห่งการตัดสินใจต้องมาถึง...มิตรภาพที่ได้สร้างไว้จะทำให้เขาต้องมาลำบากใจในภายหลัง  

เขาไม่เคยลืม...ว่าเขาเกิดมาเพื่ออะไร
...เพื่อรักษาคำสัตย์สาบาน...
...เพื่อรอวันแห่งการตัดสินที่เดิมพันด้วยชีวิตของใครบางคน...

“หืม”   หว่างคิ้วหนาขมวดมุ่นเมื่อก้าวเข้ามาภายในห้องที่มืดมิด   มีเพียงแสงสลัวของจันทร์เต็มดวงที่สาดผ่านบานฉลุของหน้าต่างทางทิศเหนือเพียงเท่านั้น   ที่พอให้คลำทางจนมาถึงโต๊ะน้ำชาตัวเล็กกลางห้องได้   มือเรียวคว้าเชื้อไฟที่พกไว้ขึ้นมาจุดก่อนจะค่อยมองหาร่างของคนที่ควรจะอยู่บนเตียงริมหน้าต่าง   แต่แล้วอารมณ์ที่เกือบจะสงบลงก็ต้องถูกกวนให้ขุ่นซ้ำเมื่อเห็นว่าคนๆนั้นกลับนอนอยู่บนเตียงของเขา

...ดื้อดึงกว่าที่คิดไว้เสียอีก!...

“นี่!  ข้าบอกแล้วไม่ใช่หรือว่าข้าจะนอนตรงนี้”   เสียงทุ้มว่าอย่างมีน้ำโห   ก่อนจะตรงเข้าไปดึงผ้าห่มผืนหนาออกจากคนที่ขดตัวอยู่บนเตียง   ทว่ามือเรียวที่ยังคงยื้อมันไว้พร้อมกับเสียงครางแผ่ว...ยิ่งทำให้ยุนโฮโกรธจัด

        


.
.
.

 

ทั้งน้ำเสียงเกรี้ยวกราดและแรงดึงที่พยายามจะช่วงชิงเอาความอบอุ่นไปจากตัวเขา   แจจุงรับรู้ได้อย่างชัดเจน  ทว่าด้วยเรี่ยวแรงที่เหลืออยู่นั้น...กลับทำได้เพียงยื้อชายผ้าห่มอุ่นไว้   กลีบปากแตกซีดเผยอครางน้อยๆ    เขาอยากจะอ้อนวอน...แต่ก็ช่างยากเย็นเสียเหลือเกิน

...หิมะแรกมาเยือน...พร้อมกับความทรมานที่สุดในชีวิตเสมอเหมือนเช่นทุกปี...

“ฮื่อ...มะ...ไม่”   ใบหน้าสวยสะบัดแหงนเงยคล้ายตุ๊กตาไม้ที่ไร้แรงเชิด   ยามที่ฝ่ามือใหญ่กระชากเอาสาบเสื้อบนแผ่นอกบางอย่างไม่ปรานีปราศรัย   ก่อนที่น้ำเสียงดุดันจะตวาดกร้าว  

“นี่ท่านจะยั่วโมโหข้าไปถึงหนะ...!!”

มือเรียวที่กำลังคว้าจับข้อมือแกร่งไว้นั้นเย็นเยียบเสียยิ่งกว่าหิมะ  ทำให้ยุนโฮต้องชะงักการกระทำรุนแรงอยู่เพียงแค่นั้น   ดวงตาเรียวเบิกกว้างเมื่อได้เห็นใบหน้าหวานตรงหน้าอย่างเต็มตา   ดวงตากลมโตแสนว่างเปล่ากลับพราวด้วยประกายแห่งเจ็บปวดอย่างที่เขาไม่เคยเห็น   เรียวปากได้รูปที่ไม่เคยจะแย้มยิ้มสักครั้งกำลังบิดเบี้ยวด้วยความทรมาน   ยุนโฮได้แต่นิ่งงัน...ไม่เข้าใจเลยสักนิดว่าเกิดอะไรขึ้นกับฑูตปลิดวิญญาณเช่นเงาแห่งฮินกูรึม

“ขะ...ข้าหนาว...หนาวเหลือเกิน   ขอให้ข้านอนตรงนี้เถอะ...ได้โปรด”   ราวกับนั่นเป็นเรี่ยวแรงสุดท้ายของแจจุงแล้ว   คำขอร้องกระท่อนกระแท่นสลับกับไอร้อนที่พ่นออกจากเรียวปากซีด   ช่างแตกต่างจากผิวกายที่ดูเหมือนจะมีแต่เย็นลงเรื่อยๆ   

“ท่าน...”   เป็นยุนโฮที่กำลังทำอะไรไม่ถูกกับสภาพของคนตรงหน้า   แต่มือเรียวที่ทั้งสั่นทั้งเย็นที่กำลังยื้ออยู่กับข้อมือเขา   ทำให้ร่างสูงจำต้องปล่อยมือออกอย่างเสียมิได้   ทว่าในทันทีที่แผ่นหลังบางนั้นกระแทกลงกับพื้นเตียง   สองแขนแกร่งกลับต้องรีบสอดรับร่างที่ผวาขึ้นมาจากเตียงอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว  จนต้องรีบโน้มกายทิ้งลงนั่งกับขอบเตียงพร้อมกับคนในอ้อมแขน  

“อ๊ะ...ฮึก!!...อ๊า...อ๊า!!”         

เสียงหวานที่ครางร่ำอย่างทรมาน   พร้อมกับใบหน้าสวยที่ซุกซบลงกับไหล่กว้าง   สองมือเรียวจิกเกร็งลงกับแผ่นหลังของยุนโฮ  คล้ายกับจะระบายความเจ็บปวดแสนสาหัส   ความเจ็บปวดที่ยุนโฮไม่รู้ว่ามันมาจากไหน   แต่เจ็บจนแม้แต่ตัวเขาเองยังรู้สึกได้   แจจุงกำลังทรมานกับอะไรเขาไม่รู้เลยจริงๆ    ช่วงเวลาที่เขาจากห้องนี้ไปเพียงไม่ถึงสองชั่วยามนั้นเกิดอะไรขึ้นกับคนที่เป็นตัวแทนของนายเขา   ในสมองพยายามคิดอ่านหาคำตอบแต่ดูเหมือนไม่เป็นผล   ในตอนนี้ยุนโฮรู้เพียงแต่เขาไม่กล้าจะปล่อยมืออีก   ไม่รู้ทำไม...แต่ไม่กล้าทิ้งให้ร่างที่กำลังสั่นเทานี้ต้องแบกรับมันไว้แต่เพียงผู้เดียว

...ความเจ็บปวดที่คล้ายกับไม่มีที่สิ้นสุด...
...แสนเศร้า...และโดดเดี่ยวท่ามกลางความเห็บหนาวแห่งเหมันต์...  
  
สุดท้ายยุนโฮจึงได้แต่นิ่งอยู่อย่างนั้น   ตระกองกอดคนที่เขาชิงชังมาตลอดไว้ในอ้อมแขน   จวบจนกระทั่งเสียงครวญนั้นค่อยเงียบหาย   เหลือเพียงลมหายใจผะแผ่วที่ดูเหมือนจะค่อยๆเบาและช้าลงเรื่อยๆ   สองมือที่เคยจิกแน่นนั้นตกลงข้างตัวด้วยเพราะไร้เรี่ยวแรง

...คิมแจจุงหมดแรงที่จะต้านทานความเจ็บปวดนี้แล้วจริงๆ...

เมื่อทุกอย่างดูเหมือนจะสงบลง   คำถามมากมายก็เริ่มก่อตัวขึ้นในความคิดของยุนโฮทันที   ทว่าก่อนที่ชายหนุ่มจะได้ทันเอ่ยถามอะไรออกไป   สิ่งที่สองมือสัมผัสได้จากแผ่นหลังบางที่เขาคอยประคองอยู่  กลับไขข้อข้องใจได้อย่างชัดแจ้ง   และคล้ายกับแจจุงเองก็รู้...เปลือกตาบางจึงหลับลงอย่างอ่อนล้าและยอมรับในชะตากรรมที่เกิดขึ้น   

“ขอให้ข้า...ดูหน่อยได้ไหม”    
          
ไม่มีเสียงตอบรับใดๆนอกจากการพยักหน้ารับน้อยๆตรงไหล่เขา   ดวงตาเรียวปรายมองของเหลวสีข้นที่ปลายนิ้วของตัวแองแล้วก็ยิ่งให้มั่นใจ   หากเมื่อกี้เขาไม่ได้ปล่อยให้แจจุงกระแทกลงกับเตียง...และหากแจจุงไม่ได้เคลื่อนไหวรุนแรงเพราะความเจ็บปวดที่ ‘มัน’ กำเริบขึ้นมาล่ะก็   โลหิตที่ร้อนดั่งไฟคล้ายถูกสุมด้วยเวทย์พวกนี้ก็คงไม่ซึมเลอะมาจนติดมือเขา

...เป็นความโหดร้ายหรือเก่งกาจกันแน่...
...และเป็นใครกันที่สามารถลงทัณฑ์บนแผ่นหลังของคนเป็นเงาได้...

สองมือของยุนโฮค่อยสอดผ่านสาบเสื้อทรงกิโมโนสีขาวตัวนอก   แล้วดันมันออกจากไหล่บางช้าๆ   ก่อนจะค่อยจัดการกับเสื้อตัวในสีเดียวกัน   ทว่ายุนโฮต้องผ่อนแรงให้มากขึ้น  เพราะรู้ดีว่ามันซับอยู่กับตัวทัณฑ์บนหลังของอีกฝ่าย   ศีรษะของแจจุงยังคงหนุนอยู่กับไหล่เขา   คล้ายเป็นหลักยึดเพียงอย่างเดียวให้ร่างเพรียวยังคงทรงตัวอยู่ได้   แผ่นหลังบางสะดุ้งเป็นระยะเมื่อยามอาภรณ์ที่ซับเลือดจนชุ่มนั้นถูกดึงออก   จวบจนกระทั่งแผ่นหลังขาวเนียนนั้นประจักษ์แก่สายตา   ยุนโฮแทบหยุดหายใจ...เพราะมันโหดร้ายยิ่งกว่าที่เขาคาดไว้เสียอีก   รอยทัณฑ์สีชาดลากยาวตั้งแต่ช่วงไหล่ซ้ายไปจนทั่วแผ่นหลัง   คล้ายกับแพนหางของยูงทองสัตว์เทพในตำนาน   จรดจนไปถึงช่วงเอวคอดทั้งสองข้าง  

...ดูงดงาม...ในสายตาของคนใช้เวทย์....
...ช่างน่าทึ่งและน่ากลัว...สำหรับคนที่สัมผัสพลังของมันได้เช่นเขา...
...นี่คนที่ทำมันต้องใช้เวทย์กี่ชั้นกัน...  
...และหากไม่ใช่ยอดฝีมือเช่นเงาแห่งฮินกูรึมแล้ว...ยังจะมีใครทนฤทธิ์ของมันได้อีกหรือ...

การลงทัณฑ์โดยใช้เวทย์เป็นพิธีกรรมแต่โบราณ   จองจำได้ทั้งคำสัตย์สาบานหรือแม้กระทั่งคำสาปแช่งของคนทำไว้ในตัวมนุษย์    เป็นการลงโทษที่มีแต่ผู้ใช้เวทย์ชั้นสูงเท่านั้นที่ทำได้   แต่ถึงอย่างนั้นพิธีกรรมเหล่านี้ก็ไม่ใคร่จะมีให้เห็นกันบ่อยนัก   ด้วยเพราะความโหดร้ายที่ไม่ค่อยมีใครยอมรับ   เว้นก็แต่สำหรับคนที่ต้องโทษหนักถึงขั้นจะเด็ดหัวประหารเสียก็ตายเปล่า   สู้ฝังคำสาปไว้ให้ทรมานจนสาแก่ใจ...จนต้องเรียกร้องขอความตายครั้งแล้วครั้งเล่าถึงจะสาสม  

...แล้วคนในอ้อมกอดเขาทำผิดร้ายแรงอันใด...ถึงได้ต้องโดนโทษทัณฑ์เสียขนาดนี้... 

อาจจะด้วยว่าอย่างไรเสียเขาก็มีหน้าที่ต้องคอยชำระ   หรืออาจจะเพราะความเห็นอกเห็นใจที่มนุษย์ด้วยกันพึงมี   ฝ่ามือใหญ่จึงค่อยยกขึ้นเหนือรอยทัณฑ์เหล่านั้น   หวังจะลบมันด้วยเวทย์ที่เขามีแต่ทว่า...

“อย่าเลย”

“...”

“ท่าน...จะเดือดร้อนเสียเปล่า”  

เสียงปรามแผ่วเบาทำให้ยุนโฮชะงัก   แต่ถ้อยคำกล่าวอันหลังกลับทำให้จอมยุทธ์หนุ่มต้องชักสีหน้าอย่างไม่ค่อยพอใจสักเท่าไหร่   เขารู้ว่าคนที่ลงทัณฑ์นี้ไว้ต้องไม่ใช่เพียงยอดฝีมือธรรมดา   แต่ด้วยฐานะของผู้ดูแลแสง...สายเลือดบริสุทธิ์แห่งมังกรขาวเช่นเขาก็ใช่จะดูถูกได้   ทัณฑ์อันนี้ถึงแม้จะซับซ้อนเพียงใดแต่เขาก็อ่านออก   และมั่นใจว่าแก้มันได้...ถึงจะต้องสูญเสียพลังเวทย์ไปไม่น้อยก็ตามที

“ทำไม”   ในน้ำเสียงราบเรียบที่เอ่ยขึ้น   แจจุงรู้ดีว่ามันแฝงแววขุ่นใจไว้ไม่น้อย   ทว่าเรียวปากแห้งผากกลับคลี่ยิ้มบางอย่างเข้าใจ   เพราะเขารู้ดีว่าแต่ไหนแต่ไร...ยุนโฮก็เป็นคนแบบนี้

...ท่านช่างดื้อดึงไม่เคยเปลี่ยน...

“แล้วท่านรู้หรือไม่   ว่าใคร...ที่เป็นคนลงมันไว้”

“แล้วใครล่ะ”

“ยองอุง...ยองอุงชเวจิน”

คิมชเวจิน...ยองอุงชเวจิน  
ผู้นำตระกูลคิมรุ่นที่เก้า...อดีตแสงแห่งฮินกูรึมผู้นั้น

ริมฝีปากหยักเม้มแน่นพร้อมกับอ้อมแขนที่เผลอกระชับขึ้น   ชื่อเสียงเรียงนามของคนที่แจจุงเอ่ยไม่ใช่ใครที่ไหนเลย   แต่กลับเป็นตาของแจจุงเองแท้ๆ  

...แล้วทำไม...ทั้งที่เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเอง   แต่กลับทำกันถึงขนาดนี้ได้ลงคอ...

เขารู้ว่าคนที่เกิดมาเป็นเงามักถูกลืมเลือน   ต้องคอยแบกรับบาปและความอัปยศของตระกูลที่ซุกซ่อนไว้   หรือแม้แต่อาจถูกครอบงำด้วยความชั่วร้ายเสียเอง...เฉกเช่นบุรษชั่วช้าที่สาปสูญผู้นั้น   และถึงเขาเองจะนึกหวั่นว่าประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยเดิมหรือไม่   แต่อีกใจหนึ่งของยุนโฮก็ยอมรับว่าคิมแจจุงคงไม่มีทางเป็นดั่งคนทรยศผู้นั้นได้

...เพียงแต่ภาพในวันนั้นยังคงติดตา   คนที่ฆ่าแม่ของจุนอาต่อหน้าเขา...
...ร่างสูงศักดิ์ในชุดขาวที่เขาทั้งเคารพและเทิดทูน   ล้มลงภายใต้คมดาบของคนที่เป็นทั้งเงาและน้องชายของตัวเอง...
...และนับตั้งแต่นั้น...วันที่จุนอาขึ้นรับตำแหน่งแทนแม่ของนาง   ยุนโฮจึงสาบาน...ว่าเขาจะปกป้องนายน้อยคนนี้ยิ่งชีวิต...

‘สัญญากับข้าสิยุนโฮ    ว่าเจ้า...จะปกป้อง...คุ้มครองนาง’

‘นายหญิง...ท่านต้องไม่เป็นอะไร...นายหญิง!!...ฮือๆ’

‘เด็กโง่...เป็นผู้ชาย...ต้องมะ...ไม่ร้องไห้   เจ้าต้องเข็มแข็งรู้ไหม’

‘ครับ...นายหญิง   ข้าจะเข้มแข็ง...ข้า...ฮึก!...จะไม่ร้องไห้’

‘อย่าลืมนะยุนโฮ...เจ้าสัญญาแล้ว...นะ’


.
.
.


...นายหญิง...

“ข้ารู้...ว่าท่านหวังดี   แต่ถ้าช่วยข้า...ท่านจะไม่มีวันได้กลับไปพบหน้าจุนอาอีกเป็นแน่”

 

TBC

 


     

 

 

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

แย้กกกกกก

มาต่ออีกแร้ว ยะฮู้ววว 555

เต็มที่ไปเลยค่ะพี่สาวววว ^ ^

#1 By Linlita (203.155.54.247) on 2008-06-11 10:00

เรื่องนี้ออกแนวปวดร้าวอีกแล้ว

แต่ก็ชอบมากๆนะค่ะ

ยังไม่ได้อ่านอีกตามเคย งานยังคงตามหลอกหลอน T_T

เอาไว้จะรีบมาอ่านแบบไม่คิดชีวิตนะค่ะ เมื่อว่าง อิอิ

สู้ๆนะค่ะ

แอบหวังไว้ว่าเข้ามาคราวหน้าอาจมีอีกตอนให้อ่านด้วย ^^

#2 By ChaRisMa-hS on 2008-06-11 11:03

...ความเจ็บปวดที่คล้ายกับไม่มีที่สิ้นสุด...
...แสนเศร้า...และโดดเดี่ยวท่ามกลางความเห็บหนาวแห่งเหมันต์...

สุดท้ายยุนโฮจึงได้แต่นิ่งอยู่อย่างนั้น ตระกองกอดคนที่เขาชิงชังมาตลอดไว้ในอ้อมแขน
>
>
>
ฮือ ฮือ ยุนโฮใจร้าย สงสารแจจ๋าสุดบรรยาย
ปวดใจมากเลย จะมีวันนั้นมั๊ยอ่ะ วันที่ยุนโฮผู้ดูแลแสง
จะรักแจจุงผู้เป็นเงา จะมีมั๊ยอ่ะ

#3 By yj on 2008-06-11 19:05

อ๊า เรื่องนี้ที่คิดถึง
รอตอนต่อเรื่องนี้มาตั้งแต่ในบอร์ดแล้วล่ะค่ะ

ชอบแนวกำลังภายในแบบนี้จัง
ชิอนเขียนได้เห็นภาพสวยงามมากเลยค่ะ

เชื่อว่าสุดท้ายแล้วยุนโฮก็ต้องยอมใจอ่อนกับแจจุงอยู่ดี
ถึงจะดูสับสนกับหัวใจตัวเองอยู่บ้าง
แต่ก็ยังเชื่อค่ะว่าลึกๆแล้วยุนไม่ได้รังเกียจอะไรแจจุงเลย

จะรอตอนต่อไปนะคะ
เป็นกำลังใจให้เสมอค่ะ

#4 By mondaymay (124.120.118.140) on 2008-06-13 00:09

#5 By f (58.9.154.168) on 2008-06-13 23:40

ยังไม่มาอัพตอนต่อไปเลยอ่ะ หุหุ เข้ามาทวงแล้ว หลังจากไม่ได้เข้ามาหนึ่งวัน

ตอนนี้ช่างเศร้าได้ใจเนอะ ความรักที่ยังไม่รู้ว่าบทสรุปจะเป็นแบบใหน

เฟย์กลัวใจพี่ชิอนมากๆเลยรู้ใหม เพราะนักแต่งอย่างพี่ สามารถหักห้ามใจแต่งตอนจบให้ไม่คู่กันได้

และเรื่องนี้มันค่อนข้างซีเรียจด้วย

เฟย์เคยอ่านตอนสุดท้ายที่จำได้คือ เเจท้องแล้ว แต่ตอนก่อนหน้านั้นเฟย์ยังไม่ได้อ่าน

อยากให้ถึงตอนนั้นเร็วๆจัง เพราะตอนที่อ่านยุนโฮรักแจแล้ว

มาอัพไวๆนะคะ จะรอ

#6 By Fay (58.9.154.168) on 2008-06-13 23:45

แจน่าสงสารมากมาย T^T
ยุนจายร้ายยยยยยยย

#7 By chocojunk (124.121.235.45) on 2008-06-14 20:28