Timeless : The Promise...(chapter 2)
posted on 09 Jun 2008 22:33 by shion-moongrow in 05-Timeless
Title : Timeless : The Promise...(chapter 2)
Author : Shion
Casting : Yunho x Jaejoong x (Junah), Yoochun x Junsu, Changmin
Genre : AU/Yaoi
Author’s note : re-post
Warning : ฟิกเรื่องนี้เป็นเพียงเรื่องราวสมมติที่แต่งขึ้น อาจมีการใช้ชื่อบุคคลหรือสถานที่ที่มีอยู่จริง แต่เหตุการณ์ต่างๆในเรื่องไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับชีวิตจริงของบุคคลในฟิก และไม่ได้มีเจตนาที่จะทำให้บุคคลเหล่านั้นเสื่อมเสียชื่อเสียงแต่อย่างใด เนื้อเรื่องทั้งหมดเป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้นเพื่อความบันเทิง และมีเนื้อหาเกี่ยวกับ boy’s love หรือ yaoi ขอให้พิจารณาก่อนอ่าน หากรับไม่ได้ขอให้ปิดหน้านี้ลงเสีย….ขอบคุณค่ะ
Timeless : The promise…
: chapter 2
...บนเส้นทางแห่งการเวลาที่ไม่อาจหวนคืนนั้น…
...โชคชะตา...มักผกผันเสมอ…
.
.
.
ท่ามกลางผู้คนขวักไขว่ในย่านค้าขายแห่งเมืองหมอกขาว ร่างสูงโปร่งของบุรุษชุดขาวยังคงเรียกความสนใจจากสายตาผู้คนรอบข้างได้เสมอ เรียวปากได้รูปขยับยกเพียงนิดแทนไมตรีจากการทักทายของผู้คนรอบข้าง ชางมินสาวเท้าไปยังที่หมายที่ต้องการอย่างไม่รีบเร่ง…แต่ก็ไม่ล่าช้า
...เพียงแค่พอให้เหลือเวลาที่จะขบคิดเรื่องบางเรื่องได้บ้าง...ก็เท่านั้น...
เรือนน้ำชาหลังเก่าก่อนจะถึงปากทางประตูตะวันตกปรากฏอยู่ในสายตาของชายหนุ่ม ป้ายไม้แผ่นเก่าที่สลักเสลาคำว่า ‘ตะวันคล้อย’ ไว้ด้วยลายอักษรโบราณ ไม่ได้ทำให้ชางมินรู้สึกว่าเวลาของวันนี้กำลังจะล่วงเลยผ่าน หากแต่ราวกับทุกอย่างกำลังจะเริ่มต้นขึ้น...เช่นเดียวกับเหตุผลที่ทำให้เขาต้องมาที่นี่
“จะรับอะไรดีขอรับนายท่าน!” น้ำเสียงหวานใสทักทายตามแบบฉบับของ ‘คิมจุนซู’ แก้มกลมๆที่ดันยิ้มขึ้นอย่างน่ารักนับเป็นเสน่ห์เรียกลูกค้าได้เป็นอย่างดี ไม่แพ้ชื่อเสียงของชาดอกเหมย...ที่ไม่ว่าใครหากได้แวะเวียนผ่านฮินกูรึมต่างต้องหาโอกาสแวะเวียนมาลิ้มลองดูสักครั้ง
“ข้ามารับใบชา...ที่เถ้าแก่บอกจะเก็บไว้ให้ข้าเมื่อวันก่อน” ดวงตาคมเหลือบมองไปยังร่างสูงโปร่งที่ยังคงยืนอยู่อีกมุมหนึ่งของร้าน ‘เถ้าแก่ปาร์ค’ เพียงพยักหน้ารับเป็นเชิงอนุญาตก่อนจะหันไปจัดโถใบชาที่เหลืออยู่ตรงหน้าไว้ในชั้นของมันตามเดิม...ทีละใบ...ทีละใบ
เป็นอีกครั้งที่จุนซูยิ้ม “เชิญทางนี้ขอรับ” ร่างเล็กละมือจากการเก็บกวาดโต๊ะของแขกต่างเมือง ก่อนจะหันกายออกเดินนำผ่านประตูทางหลังร้าน ที่มีเพียงแผ่นผ้าผืนหนาสีครามแขวนกั้นอาณาเขตไว้ ชางมินจึงละสายตาจากคนเป็นเถ้าแก่ก่อนจะก้าวตามจุนซูไปอย่างคุ้นเคย
ใช่...เขาคุ้นเคยกับเส้นทางสายนี้ รู้จักมันดีจนแทบจะหลับตาเดินได้ หากแต่ความรู้สึกที่ถาโถมเข้ามาในเวลานี้...หนุ่มน้อยสายเลือดบุนซูกลับไม่เคยคุ้นมัน
...ก็เพราะไม่บ่อยครั้งนักหรอก...ที่เขาจะฝืนคำสั่งของผู้เป็นนาย...
.
.
.
“นี่...เถ้าแก่ เขาลือกันว่าดอกเหมยที่บ้านท่านนั้นบานตลอดปีจริงหรือ?” ลูกค้าคนหนึ่งเอ่ยถามอย่างใคร่รู้ นี่ชื่อเสียงของชาดอกเหมยนั้นร่ำลือเสียจนมีการต่อเติมเสียเกินจริงแล้วกระมัง...ยูชอนคิด เถ้าแก่หนุ่มเผยรอยยิ้มบางอย่างที่นานๆครั้งจะมีให้เห็นสักทีอย่างนึกขันก่อนจะตอบกลับไป
“นั่นเป็นเพียงเรื่องเล่าเท่านั้น...นายท่าน”
***********************************
ในยามที่พระจันทร์ส่องแสงเป็นเครื่องนำทางเพียงหนึ่งเดียวในราตรีนี้ สตรีผู้เป็นแสงแห่งฮินกูรึมนั้นรู้ดีถึงการขับเคลื่อนของเงาที่คอยค้ำจุนตนเองอยู่ สายลมปลายฤดูใบไม้ร่วงโชยพัดแผ่ว แต่กระนั้นก็นำพาความเหน็บหนาวเข้าจับทั่วทุกผิวกาย จนต้องกระชับผ้าคลุมเนื้อฝ้ายสีขาวให้แนบกายยิ่งขึ้น ดวงตาคู่สวยยังคงจับจ้องเสี้ยวจันทร์จากมุมเดิมของตน จุนอาชอบที่ตรงนี้...ที่ที่นางจะสามารถมองผ่านพระจันทร์ดวงเดียวกับพี่ชายได้ ได้รู้สึก…ได้ร่วมรับรู้ความเป็นไปของผู้มีสายเลือดเดียวกัน
“ท่านพี่รู้ดีว่าไม่มีทางเปลี่ยนใจข้าได้ แล้วทำไมถึงยังดึงดัน?” เสียงหวานเอ่ยขึ้นอย่างราบเรียบ ทว่ารอยยิ้มที่เก็บไว้ไม่มิดนั้นบ่งบอกถึงความยินดีในใจของนางได้อย่างชัดเจน เงาร่างสีดำสนิทที่ปรากฏอยู่เบื้องหลังจึงค่อยย่างเข้ามาใกล้ แต่ก็ยังคงรักษาระยะห่างไว้ถึงหนึ่งช่วงตัว
คล้ายจุนอาจะรู้ว่าคนเป็นพี่ชายไม่มีทางเข้าใกล้นางไปมากกว่านี้ ดวงหน้าสวยหวานปานกันจึงเป็นฝ่ายค่อยหันมาส่งยิ้มให้ รอยยิ้มจริงใจที่แจจุงเทิดทูนยิ่งกว่าสิ่งใด...แต่ก็ขมขื่นยิ่งกว่าสิ่งไหน รอยยิ้มที่คนเป็นเงาไม่มีทางสรรค์สร้างได้ รอยยิ้มสว่างไสว...ที่แม้ต้องแลกด้วยชีวิตก็จะขอปกป้องไว้
“เป็นเจ้าต่างหากที่ยังคงดึงดัน...จุนอา เจ้ารู้ดีว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นที่ซามัก...แล้วทำไมถึงยังยอมให้มันเป็นไปแบบนั้น?”
“เพราะการทนฝืนต่อโชคชะตา...สุดท้ายล้วนนำมาแต่ความเจ็บปวด ข้าเพียงแค่อยากให้ทุกอย่างมันดำเนินไปอย่างที่มันควรจะเป็น” จุนอาว่าเรียบๆ
“ถึงจะเจ็บปวด...แต่มันก็แค่ความรู้สึกของคนเพียงคนเดียวเท่านั้น แต่สิ่งที่เจ้ากำลังทำมันจะทำให้คนอีกหลายคนต้องเจ็บปวด ถึงยังไงพี่ก็ไม่เห็นด้วย...เจ้าจะทำร้ายทั้งเขาและตัวเจ้าเองไปทำไม”
เป็นอีกครั้งที่จุนอายิ้ม แต่นางยิ้มด้วยเหตุผลอันใดแจจุงไม่มีทางล่วงรู้ ร่างระหงค่อยก้าวเข้าหาคนเป็นพี่ชายช้าๆ สองมือเรียวเกาะเกี่ยวลำแขนภายใต้อาภรณ์สีราตรีไว้หลวมๆ ก่อนจะช้อนสองตามองอย่างออดอ้อน “แต่คนเพียงคนเดียวที่ต้องเจ็บปวดคนนั้นก็เป็นพี่ชายของข้า เป็นคนที่ถือกำเนิดมาพร้อมกับข้า ไม่ใช่ในฐานะของแสง...ไม่ใช่ในฐานะของยองอุง....แต่ในฐานะของน้องสาวคนหนึ่ง...ให้ข้าทำเพื่อท่านบ้างไม่ได้เชียวหรือ?”
“จุนอา...” ดูท่าทางของแจจุงที่เหมือนจะใจอ่อนลง เรียวปากแดงอิ่มจึงค่อยแย้มยิ้มมากขึ้นแล้วสวมกอดร่างเพรียวของพี่ชายเอาไว้ช้าๆ สองแขนเรียวเกี่ยวเอวบางไม่แพ้กันไว้ ก่อนจะค่อยซบลงกับอกอุ่นที่นางโหยหาอยู่ทุกวันคืน
...พลังอำนาจวิเศษเหนือใคร...ชื่อเสียงหรือผู้คนที่รายล้อมอยู่มากมาย ไม่มีสิ่งใดมีความหมายไปกว่าครอบครัวที่เหลืออยู่เพียงหนึ่งเดียว...
“อวยพรให้ข้าหน่อยเถอะ คำพูดของท่านพี่จะเป็นพลังให้กับข้า ความเป็นห่วงของท่านจะคุ้มครองข้า ข้าจะไม่เป็นไร...จะไม่มีใครต้องเจ็บปวด เชื่อข้าเถอะนะ...พี่แจจุง”
วงแขนเรียวค่อยยกขึ้นก่อนจะรวบกอดร่างบอบบางไว้บ้าง มือเรียวข้างหนึ่งค่อยลูบผ่านกลุ่มผมสีดำสนิทกรุ่นกลิ่นหอมจางๆอย่างทะนุถนอม ทุกสัมผัสคอยปลุกปลอบให้คนในอ้อมกอดได้มั่นใจ สองมือที่อาบเลือดของใครต่อใครจะอ่อนโยนได้ก็เฉพาะในยามนี้เท่านั้น คิมแจจุงให้ได้ทุกอย่างที่ยองอุงจุนอาต้องการ...
“เจ้าจะไม่เป็นไร”
...เว้นเสียก็แต่...
“พี่จะเป็นพลังให้กับเจ้า”
...การปล่อยให้เจ้าไปพบกับหายนะที่ซามักเท่านั้น...
“จะไม่ให้ใครมาทำร้ายเจ้า”
“อึก!...พะ!”
...พี่ขอโทษ...จุนอา...
“...พี่...”
แทบจะทันทีที่เรือนร่างบอบบางอ่อนระทวยลงในอ้อมแขนแข็งแรง ดวงหน้าของผู้เป็นเงายังคงเยือกเย็นเหมือนที่เคยเห็นเช่นก่อนหน้านี้ไม่มีผิดเพี้ยน ราวกับได้ตระเตรียมทุกอย่าง...ในดวงตาคู่สวยที่ไร้แววสะท้อนใดๆ...มีเพียงเงาวูบไหวของคำว่าขอโทษและเสียใจเท่านั้นที่เป็นคำตอบของการกระทำของแฝดผู้พี่ สติที่เริ่มเลือนรางของจุนอาไม่อาจต้านทานความง่วงงุนที่เริ่มเข้าครอบงำอย่างช้าๆได้ ร่างกายไม่อาจยืนหยัดด้วยเพราะพิษร้ายจากปลายเข็มที่แจจุงบรรจงฝังมันไว้ตรงจุดที่ท้ายทอยของนาง อาการชาปลาบเลื่อนแล่นไปทั่วร่างจนจรดทุกปลายนิ้ว และทุกอย่างก็วูบดับไปพร้อมกับสำนึกสุดท้าย...
...ว่าแจจุงนั้นกล้าใช้เข็มสะกดวิญญาณกับนางเชียวหรือ...
********************************
...เขาถูกสั่งให้รอคอย...ทั้งที่ไม่รู้ถึงเหตุผลที่แท้จริงเลยสักนิด...
.
.
.
ร่างสูงโปร่งภายใต้อาภรณ์สีบริสุทธิ์ยังคงยืนอยู่ที่จุดเดิม เวลาหนึ่งชั่วยามที่ล่วงเลยผ่านไม่ได้ทำให้ในใจของจองยุนโฮนั้นสงบลงเลยแม้แต่น้อย ใบหน้าคมเข้มยังคงนิ่งเฉยแม้จะรู้ดีถึงข้อตำหนิที่อาจจะได้รับกับการละเลยหน้าที่ ทั้งที่ยองอุงจุนอาจะออกเดินทางไปซามักในวันนี้ แต่ไฉนผู้ดูแลแสงเช่นเขากลับไม่อยู่ส่งตัวผู้เป็นนายที่หมู่ตึกแสงนภาเล่า
...คำตอบนั้นกระจ่างชัดอยู่แก่ใจ...
ริมฝีปากหยักเม้มเรียบเป็นเส้นตรง เมื่อยามนึกถึงคำสั่งของตึกใหญ่ที่เพิ่งได้รับอย่างกระทันหันทั้งที่ฟ้ายังไม่ทันสาง
...ไม่ใช่เพราะคำสั่งบ้าบอนั่นหรอกหรือที่เขารับไม่ได้...
...ไม่ใช่เพราะคำสั่งนั่นหรอกหรือเขาถึงต้องหนีมาดักรออยู่ที่นี่...
เสียงกุกกักแว่วมาตามทางไม่ไกลนัก เรียกให้สายตาคมค่อยจับจ้องไปยังสุดโค้งของถนนเส้นเล็กที่ตัดผ่านกลางป่าสน เสียงใบไม้เสียดสีดังเซ็งแซ่เพราะแรงลมพาให้หัวใจอันสับสนเต้นระรัวเพราะต้องการคำตอบเต็มที ยิ่งเมื่อรถม้านั้นเคลื่อนใกล้เข้ามาเท่าไหร่ ใจของยุนโฮก็ยิ่งร้อนรนมากขึ้นเท่านั้น
“หยุด...” เสียงทุ้มลากยาวยามเมื่อดึงบังเหียนควบคุมอาชาเทียมรถให้หยุดนิ่ง ดวงตาคู่คมภายใต้หมวกติดเสื้อคลุมสีขาวนั้นเบิกกว้างเมื่อได้เห็นชัดว่าคนที่ยืนขวางทางม้านั้นเป็นใคร แต่ถึงอย่างนั้นชายหนุ่มก็ยังคงท่าทีสงบนิ่งไว้ได้อย่างเยือกเย็น
“ม...”
“เจ้ามาทำอะไรที่นี่...ยุนโฮ?!!” คนที่กุมบังเหียนม้าไว้ชิงเอ่ยถาม ก่อนที่คนภายในรถม้านั้นจะได้ทันถามออกไปว่ามันเกิดอะไรขึ้น ยุนโฮมองดูสถานการณ์ตรงหน้าอย่างยากที่จะประเมิน สัมผัสบางอย่างที่รับรู้ได้คล้ายจะบอกให้เขาคอยระแวดระวัง สัมผัสบางอย่างที่เขาว่ามันคุ้น...คุ้นเคยเหมือนเวลาที่ได้เข้าใกล้ใครบางคน
ความเงียบงันเข้าครอบคลุมเพียงชั่วอึดใจ ยุนโฮก็เริ่มสำนึกได้อีกครั้งถึงเหตุผลที่เขาพาตัวเองมาอยู่ที่นี่ ดวงตาเรียวตวัดขึ้นมองคนที่ควบรถม้าอีกครั้ง ก่อนจะเอ่ยถามกลับด้วยน้ำเสียงที่ปนความขุ่นเคืองอยู่ไม่น้อย
“ข้าต่างหากที่ควรจะถามว่าทำไมเจ้าถึงได้มาอยู่ที่นี่ ทั้งที่หน้าที่ดูแลและคุ้มครองท่านจุนอานั้นควรจะเป็นข้า...ข้าซึ่งเป็นผู้ดูแลแสง แล้วทำไมมันถึงได้มีคำสั่งออกมาแบบนี้!!”
มือเรียวสะบัดเอาคำสั่งที่เขาได้รับเมื่อรุ่งเช้าให้ชางมินได้เห็น ก่อนจะเขวี้ยงมันลงกับพื้นอย่างหัวเสีย ชางมินถอนใจเฮือกใหญ่กับความขี้ร้อนใจที่ไม่ว่ายังไงก็แก้ไม่หายสักทีของศิษย์ผู้พี่ และไม่นึกแปลกใจสักนิดว่าทำไมอีกฝ่ายถึงได้ฉุนเฉียวนักกับคำสั่งที่ออกมาแบบนั้น
“มันเป็นความประสงค์ของท่านจุนอา เพราะเกรงว่าเดี๋ยวนี้ร่างนั้นมีพลังเพิ่มขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก ถึงต้องให้เจ้าช่วยอยู่จัดการที่นี่ เพราะพลังวิญญาณของเจ้ามีมากกว่าข้า...เรื่องนี้ก็แจ้งไว้ในคำสั่งแล้วไม่ใช่หรือ”
คำแก้ตัวราบเรียบราวกับท่องจำของชางมิน เรียกได้เพียงรอยยิ้มหยันในความไร้เหตุผลจากยุนโฮ พลังของศิษย์เอกแห่งหมู่ตึกแสงนภาเช่นเขาสองคนจะต่างกันสักแค่ไหนกันเชียว ถึงได้ใช้เรื่องงี่เง่าเช่นนี้มาเป็นข้ออ้าง!!
คงป่วยการแล้วที่จะพูดถึงเหตุและผลยุนโฮรู้ดี ถึงแม้ไม่รู้สาเหตุที่แท้จริงแต่อย่างน้อยถ้าเพียงแต่ชางมินจะเห็นใจเขา...
“เห็นแก่ข้าเถอะชางมิน” น้ำเสียงที่เคยเกรี้ยวราดอยู่เมื่อครู่นั้นกลับอ่อนลงทันใด ในแววตามุ่งมั่นและเด็ดเดี่ยวสะท้อนแววหวั่นไหวในห้วงลึกอย่างที่ชางมินเข้าใจในความหมายของมันดี ความสัมพันธ์อย่างที่ไม่ควรพึงมีระหว่างผู้เป็นนายและศิษย์ผู้พี่เป็นสิ่งที่เขาไม่เคยค้านแม้จะรู้อยู่เต็มอกว่ามันไม่เหมาะสม เพราะสำหรับชาวบุนซูเช่นเขาออกจะเห็นเรื่องธรรมเนียมเก่าๆเป็นสิ่งงี่เง่าที่กีดกั้นสิ่งสวยงามบนโลกนี้เท่านั้น การรักใครสักคนสักคนหาใช่เรื่องผิดไม่หากมันไม่ได้ทำร้ายใคร ตรงข้ามกับคนที่ยอมมอบกายถวายหัวให้กับคนที่รักเช่นยุนโฮต่างหากที่เขารู้สึกนับถือ
...แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ...คำขอร้องของยุนโฮในครั้งนี้เขาช่วยไม่ได้จริงๆ...
...ไม่สิ...ต่อให้อยากช่วยก็ช่วยไม่ได้เลยต่างหาก...
...เพราะ....
“ข้าว่าท่านกลับไปซะดีกว่า...ผู้ดูแลแสง”
.
.
.
แพขนตางามกระพริบปริบเพียงเบาๆยามเมื่อแสงแรกแห่งอรุณนี้ลอดผ่านร่มเงาไม้ที่ไหวเอนอยู่ภายนอก ก่อนจะค่อยสาดส่องต้องผิวกายขาวให้อบอุ่น กลิ่นกำยานหอมที่เจือจางอยู่รอบกายชวนให้ผ่อนคลายแม้ร่างกายจะยังรู้สึกหนักอึ้งไปทุกส่วนก็ตามที ร่างบางคู้ตัวอยู่ใต้ผ้าห่มอุ่นราวกับเด็กน้อยผู้ไม่เดียงสา จนกระทั่งแสงแดดนั้นแรงจ้าจนก่อกวนห้วงนิทราแสนสุขให้หยุดลง หว่างคิ้วเรียวขมวดมุ่นอย่างขัดใจก่อนจะค่อยลืมตาช้าๆแล้วปรับเอาภาพใหม่เข้าไว้บนดวงตาคู่กลม
“อา...” เสียงหวานแต่แห้งผากในลำคอเครือครางยามเมื่อพยายามลุกขึ้นแต่ทั้งหัวทั้งตัวนั้นยังคงหนักอึ้งไปเสียหมด ฤทธิ์สะกดวิญญาณของเข็มเงินที่แจจุงใช้ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่าเข็มทองชำระวิญญาณของนางเองเลยแม้แต่น้อย มิเช่นนั้นคงเป็นการยาก...ที่ผู้ทรงพลังวิญญาณสูงสุดแห่งเมืองหมอกขาวเช่นยองอุงจุนอาจะล้มลงอย่างสิ้นท่าไร้เรี่ยวแรงต่อกรเหมือนอย่างเมื่อวานนี้
มือเรียวยกขึ้นนวดขมับเสียสองสามทีก่อนจะค่อยลุกขึ้นแล้วมองสำรวจดูรอบกาย เรือนไม้เรียบง่ายที่การตกแต่งดูคล้ายกับที่พักของนางหากแต่พื้นที่ใช้สอยนั้นน้อยกว่า ห้องที่นางยืนอยู่มีขนาดเพียงไม่เกินสี่เสื่อ เครื่องเรือนน้อยชิ้น...มีเพียงฟูกนุ่มที่นางอาศัยนอนมาทั้งคืนกับตู้เสื้อผ้าและโต๊ะวางกระจกเล็กๆที่ยังคงดูใหม่ จุนอาเดาเอาว่าที่นางอยู่ในตอนนี้คือห้องนอนของพี่ชาย สัมผัสของแจจุงยังคงกรุ่นไออุ่นราวกับคอยย้ำเตือนว่านี่คือการปกป้องหาใช่ประสงค์ร้ายใดๆไม่
ร่างระหงภายใต้จิฮายะชุดเดิมค่อยนั่งลงหน้าโต๊ะเล็กที่ใกล้กับมุมห้อง มือเรียวเอื้อมหยิบเอากระจกบานเล็กที่ล้อแสงเล่นวิบวับขึ้นมาดูแล้วนางจึงยิ้ม มันเป็นของที่พี่ชายเตรียมไว้ให้นาง...จุนอารู้ การที่ต้องอาศัยอยู่ในป่าไผ่สักพักคงจะชวนให้อึดอัดแต่คงไม่น่าเบื่อสักเท่าไหร่ เพราะอย่างน้อยเจ้าของเสียงใสๆที่อยู่หน้าห้องในตอนนี้คงจะไม่ปล่อยให้นางเหงาหรอกกระมัง
“ท่านจุนอาตื่นแล้วหรือยังครับ”
“อืม” เสียงหวานเพียงขานรับเบาๆพอให้ได้ยิน ร่างเล็กที่คุกเข่าอยู่หน้าประตูห้องนอนยิ้มกริ่มอย่างอารมณ์ดีก่อนจะหันหลังกลับเพื่อจัดเตรียมสำรับอาหารเช้าให้ผู้เป็นนาย แต่ทว่ากลับมีเสียงเรียกไว้
“เดี๋ยวก่อน...จุนซู”
“ครับ”
“พวกเขา...ไปกันนานแล้วหรือ”
“ท่านแจจุงออกเดินทางพร้อมกับชางมินตั้งแต่ยามห้าแล้วครับ ส่วนยุนโฮ...ท่านแจจุงออกคำสั่งในนามของท่านจุนอาให้อยู่ต่อที่นี่ คาดว่าตอนนี้คงจะอยู่ที่ตึกใหญ่ครับ เมื่อคืนเขาได้รับคำสั่งแล้วดูหงุดหงิดงุ่นง่านพิลึกเลย แต่เดี๋ยวพอเข้ายามเย็นยูชอนจะไปแจ้งแก่เขาเองครับว่าท่านจุนอาอยู่ที่นี่” เสียงใสของคิมจุนซูที่จ้อได้ไม่หยุดเรียกรอยยิ้มเอ็นดูจากแสงแห่งฮินกูรึมได้ไม่ยากนัก หากแต่เรื่องที่ยังคงตกค้างเป็นความกังวลอยู่ในใจนาง...น้อยคนนักที่จะเข้าใจได้
“ในที่สุด...โชคชะตา...ก็ยังคงเป็นสิ่งที่ไม่อาจจะฝืนได้สินะ”
.
.
.
นัยน์ตาสีนิลที่ล้อมกรอบอยู่ภายใต้หมวกติดเสื้อคลุมสีขาวบริสุทธ์ จ้องมองร่างสูงของผู้ดูแลแสงตรงหน้าอย่างไม่นึกหวั่นเกรงแม้แต่น้อย กลับเป็นชางมินที่รู้สึกกลัวแทน เพราะการพบกันแต่ละครั้งของศิษย์ผู้พี่ของเขากับร่างเพรียวตรงหน้าที่เรียกว่ารู้จักกันแต่เพียงในนามนั้นไม่เคยลงเอยด้วยดีเลยสักครั้ง เบาที่สุดก็แค่ผู้เป็นเงานั้นยอมรามือไป แต่หนักที่สุดเขาแทบไม่อยากจะนึกว่าพืชพรรณไม้รอบกายในป่าสนแห่งนี้จะต้านทานการประมือของสองคนนี้ไหวหรือไม่ เพราะเขารู้ดีว่าในคราวนี้ต่างฝ่ายต่างคงไม่ยอมรามือ
...นี่แหละ...ความลำบากใจของคนเกิดมาเป็นหนุ่มหล่อแสนฉลาดอย่างแถมยังรั้งตำแหน่งชเวคังอย่างชิมชางมิน...
เขารู้ว่ายุนโฮมาที่นี่เพราะอะไร ไม่มีทางที่ศิษย์พี่ของเขาจะยอมให้ยองอุงจุนอาอยู่ห่างไกลจากสายตาออกไปได้ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลของหัวใจหรือหน้าที่ก็ตามที แล้วยิ่งไปไกลถึงซามัก...ย่อมเป็นธรรมดาที่ยุนโฮจะเดือดดาลที่อยู่ๆก็ถูกถอดออกจากการเป็นผู้คุ้มกัน แต่น่าเสียดายที่ข่าวของปาร์คยูชอนคงจะช้าไป ยุนโฮถึงได้ไม่รู้ว่าคนในรถม้านั้นไม่ใช่ยองอุงตัวจริง
ส่วนอีกฝ่ายนั้น...เขาก็รู้ดีถึงสายสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องที่ไม่มีวันตัดขาด มันเป็นหน้าที่ของเขาเองที่ทุกๆวันจะต้องไปรับรายชื่อของคนเป็นร่างจากร้านน้ำชาที่คนฝ่ายเงาเปิดไว้ใช้บังหน้าเพื่อส่งต่องาน จนกระทั่งเมื่อสองวันก่อนที่เขาได้รับการขอร้องจากนายของฝ่ายนั้นให้ร่วมมือในการสับเปลี่ยนตัวคนไปซามัก จริงอยู่ที่มันดูเหมือนการไม่ซื่อสัตย์ต่อนายของตัวเอง แต่ที่เขาทำไปทุกอย่างเพราะเชื่อว่ามันจะเป็นการดีที่สุดต่อยองอุงจุนอาทั้งสิ้น
‘นางไม่เคยจับดาบฆ่าใคร งานลอบสังหารเจ้าเมืองซามักนั่นมันก็แค่ข้ออ้าง เจ้าเมืองโง่เขลานั่นคิดไม่ซื่อถึงได้ส่งนางไป...มีคนอยากให้นางตายเจ้าก็รู้’
ทุกอย่างที่คนเป็นเงาอย่างแจจุงรู้นั้นดูจะล้ำลึกยิ่งกว่าที่เขาคาดคิด อาจจะจริงที่ว่าบางครั้งพวกเขาเองก็อยู่ในที่แจ้ง จึงไม่เคยมองเห็นภยันตรายที่กร้ำกรายมากับความมืดที่สงบนิ่ง คนปองร้ายต่อยองอุงนั้นมีอยู่มาก และบางครั้งอำนาจต่อกรก็มากจนเกินกว่าที่ลำพังแค่ตะกูลคิมจะจัดการได้ และเพราะเหตุนี้ใช่หรือไม่ถึงได้จำเป็นต้องมีเงา...เงาที่พร้อมจะเสียสละได้ทุกอย่าง เช่นนั้นแล้วผิดหรือ...ที่เขาจะทำเพื่อผู้เป็นนายบ้าง ถึงแม้วิธีการมันอาจจะนอกลู่นอกทางไปบ้างก็เถอะ
“ท่านจุนอาอยู่ที่ไหน” ปลายเสียงของผู้ดูแลแสงกดต่ำเสียจนน่ากลัว ชางมินยกมือขึ้นกุมหัวอย่างกลัดกลุ้ม นี่ไอ้ที่เขาเฝ้าอธิบายมาตั้งนานมันไม่ได้รับรู้เข้าไปในหัวของยุนโฮเลยหรือ
“นางอยู่ที่เรือนดอกเหมย คนของข้าจะดูแลนางเป็นอย่างดี ท่านมีสิทธิ์ไปหานางได้ทุกเมื่อ แต่ถึงอย่างไรข้าก็ยังอยากให้ท่านพึงระวังตัวไว้...ใครบางคนคงกำลังจับตาดูท่านอยู่” เป็นแจจุงที่ตอบแทน ทุกคำที่เอ่ยล้วนเรียบเฉยทว่าไร้แววโป้ปด เพราะถึงอย่างไรเสียเรื่องของเงาก็ยังคงเป็นความลับ หากมีใครรู้ว่ายองอุงตัวจริงยังคงอยู่ในฮินกูรึม...เรื่องราวของเงาเองก็คงจะถูกเปิดเผย
ยุนโฮยังคงจ้องมองร่างเพรียวตรงหน้าด้วยอารมณ์ที่ยากจะคาดเดา ใช่ว่าเขาเองจะไม่รู้ว่าคนตรงหน้าเป็นใคร สายเลือดนั้นผูกพันและใกล้ชิดกับผู้เป็นายของเขามากแค่ไหน แต่ทว่าเรื่องบางอย่างมันก็ยากที่จะอธิบายได้ กับคำทำนายของยองอุงรุ่นก่อนที่เขาเองยังคงจดจำ...กับสัญญาที่เขายึดถือมันมาชั่วชีวิต ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดเขาก็ไม่อยากให้คนๆนี้เข้าใกล้จุนอาเลยแม้แต่น้อย
“แล้วข้าจะมั่นใจได้ยังไงว่าท่านจุนอาจะปลอดภัยหากอยู่กับคนของท่าน”
“ยุนโฮ!!”
“ใครจะรู้ว่าคนฝ่ายเงาเช่นท่านคิดอะไรอยู่” ไม่ฟังเสียงปรามของชางมินเลยสักนิด ยุนโฮยังคงจับจ้องคนที่ยืนนิ่งตรงหน้าโดยไม่มีคำตอบให้แก่เขา ร่างสูงค่อยย่างก้าวเข้าใกล้เจ้าของดวงตาสีดำสนิทราวรัตติกาลที่ไร้ซึ่งแสงใดๆ เฉกเช่นเงามืดที่เยียบเย็น...มืดมิดไม่มีแสงใดเคยส่องถึง
“แล้วใครจะรู้ว่าท่านไม่เคยคิดร้ายเหมือนคนพวกนั้น!!”
“ยุนโฮ!!”
...ฟึบ!!!...
รวดเร็วปานกันทั้งหนึ่งดาบหนึ่งกระบี่ มือเรียวพลิกหงายหันปลายคมของคะตะนะจนมันจรดห่างจากคอหอยของผู้ดูแลแสงเพียงไม่ถึงนิ้ว เช่นเดียวกับกระบี่อ่อนที่ถูกชักจากสายคาดเอวแล้วตวัดใส่ลำคอระหงของผู้เป็นเงาภายใต้อาภรณ์ขาวที่ยังคงไม่ปริปากใดๆ ปลายอาวุธบางเฉียบห่างจากจุดตายเพียงแค่พลิกนิ้ว แต่ถึงอย่างนั้นดวงตาคู่สวยก็ยังคงนิ่งสนิทเช่นเดียวกับความมุ่งมั่นในดวงตาเรียวรี
ชเวคังชางมินแทบจะหยุดหายใจแล้วตายแทนเสียทั้งสองฝ่ายที่ต่างแรงใส่พอๆกัน ชายหนุ่มได้แต่อ้าปากค้างก่อนจะเก็บคำพูดที่เขารู้ว่ามันไร้ประโยชน์กลับคืนลงคออย่างช่วยไม่ได้ ทุกอย่างรวดเร็วราวกับสายฟ้าฟาด รุนแรงดั่งคลื่นโหมที่ซัดสาดทำลายทุกอย่างได้ในพริบตา และกลับนิ่งสนิทในเพียงชั่ววูบ เหลือเพียงความเงียบงันในยามที่ทุกอย่างค่อยสงบลงตามแรงอารมณ์ แล้วถูกกลืนหายไปพร้อมกับสายลมแรกแห่งเหมันต์
“ข้าจะไปกับท่าน จงจำเอาไว้ว่าข้าไม่เคยไว้ใจในความมืดมิดแห่งรัตติกาล จำเอาไว้ว่าหากท่านจุนอาเป็นอะไรไปในขณะที่ข้ายังอยู่ข้างกายท่าน ข้าจะฆ่าท่านเสียด้วยมือของข้าเอง...เงาแห่งฮินกูรึม”
.
.
.
คิมจุนอายังคงนั่งรับกลิ่นของสายลมและไอแดดอ่อนๆอย่างที่นางชอบทำ ต่างกันเพียงที่คราวนี้ระเบียงลมที่เรือนซากุระนั้นแปรเปลี่ยนเป็นชานโล่งของเรือนดอกเหมยที่แสนจะสงบและเรียบง่าย รายล้อมด้วยป่าไผ่ที่สีเขียวของมันตัดกับสีขาวของหมอกจางแต่ทว่ากลับดูกลมกลืน ภายใต้เงาครื้มสีเขียวยังมีต้นไม้ที่ขนาดของมันไม่ใหญ่นักถูกปลูกจัดไว้รายล้อมตัวเรือนที่มีชื่อเดียวกับมันนับสิบต้น กลิ่นอายของดอกไม้ที่บานอยู่เพียงหนึ่งเดียวในช่วงฤดูอันแสนโหดร้ายนั้นหอมหวลยวนใจไม่แพ้กลิ่นหอมใดๆที่นางเคยรู้จัก จุนอามองหากลีบดอกที่เพิ่งผลิออกน้อยๆตามต้นไม้ไร้ใบอย่างเพลินๆ ป่วยการที่จะยับยั้งชะตาลิขิตคนเป็นมิโกะเช่นนางย่อมรู้ หรือบางทีมันอาจจะดีหากปล่อยให้เรื่องบางอย่างมันเป็นไปตามทางของมัน
มือเรียวหยิบเอาชาดอกเหมยที่เพิ่งถูกรินไว้ด้วยฝีมือของจุนซูขึ้นมาแล้วยิ้มน้อยๆอย่างถูกใจ ถึงอย่างไรเสียนางก็อายุเพียงสิบเจ็ดปี มีความอยากรู้อยากเห็นและอยากลิ้มลองของชื่อดังมากมายที่นางไม่มีโอกาสไปเห็นได้ด้วยตัวเองเหมือนคนอื่นๆ ชีวิตที่ถูกล้อมกรอบและถูกปกป้องราวกับไข่ในหินทำให้นางนึกอิจฉาความเป็นอิสระของพี่ชายอยู่ในใจลึกๆ เพราะแม้แต่ชารสเลิศที่เป็นของพี่ชายนางเองนี่ยังเป็นครั้งแรกที่นางมีโอกาสได้ลิ้มลอง
...ใครกันที่ขีดเส้นกั้นนางกับพี่ชายเอาไว้...ใครกันที่กำหนดให้เราทั้งคู่นั้นแตกต่าง...ทั้งที่ความจริงทั้งนางและพี่ชายไม่มีอะไรที่ต่างกันเลยสักนิดเดียว...
...เราต่างถูกครอบงำด้วยโชคชะตาที่ไม่อาจฝืนด้วยกันทั้งคู่...
“ท่านจุนอา!”
เสียงใสของคิมจุนซูเรียกให้นางหลุดจากภวังค์ ดวงตาคู่เดิมเหลือบมองผ่านร่างเล็กที่วิ่งนำมาอยู่ไหวๆ เงาร่างสูงโปร่งคุ้นตาภายใต้ชุดขาวเดินตามมาห่างๆอยู่ไม่ไกลจึงค่อยส่งยิ้มให้ ถึงแม้ในดวงตาขี้เล่นคู่นั้นจะแฝงไว้ด้วยความกังวลอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนก็ตามที
“ชางมิน” เสียงหวานรำพันคล้ายกับทักทายไปในตัว เจ้าของชื่อที่มาถึงจึงคุกเข่าลงตรงหน้าร่างสูงส่งพลางกล่าวคำยอมรับโทษด้วยความรู้สึกผิด
“ข้าผิดเอง...ท่านจุนอา ข้าขอโทษที่ทำอะไรลงไปโดยไม่ปรึกษาท่านก่อน” คำสารภาพง่ายๆกลับเรียกรอยยิ้มเอ็นดูจากผู้เป็นนายได้ไม่ยาก นางรักและเอ็นดูคนติดตามของนางทั้งสองเพราะไม่เคยเลยสักครั้งที่เมื่อผิดแล้วจะมีคำกล่าวอ้างแก้ตัวให้น่ารำคาญใจเช่นคนอื่นๆ
“แล้วยุนโฮล่ะ”
“ยุนโฮเขาไม่รู้เรื่องนี้ด้วยหรอกครับ เขา...”
“ช่างเถอะ” เสียงหวานที่ขัดจังหวะเรียกให้คนที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตาต้องเงยขึ้นมามองอย่างไม่เข้าใจนัก “ที่เจ้าทำไปก็เพื่อปกป้องข้า ตอนนี้ข้าก็ยังสบายดีอยู่ไม่ใช่หรือ...ถือว่าพักงานไปในตัวก็ได้นิ ข้าเองก็อยากลองอู้งานดูสักครั้งเหมือนกัน เจ้าว่าที่นี่บรรยากาศดีใช้ได้เลยใช่ไหม...ชางมิน”
“แต่ว่านะ...คงต้องลำบากเจ้ารับหน้ากับตึกใหญ่แทนพวกข้าแล้วล่ะ เพราะตอนนี้ยุนโฮก็โดดงานไปเที่ยวเล่นที่ซามักแล้วใช่ไหม”
จุนอาพูดจบแล้วก็ยิ้ม...ยิ้มอย่างที่แม้แต่คนสมองปราดเปรื่องอย่างชางมินก็ไม่อาจคาดเดาได้จริงๆว่านางกำลังคิดอะไรอยู่
TBC
ถึงได้มีชีวิตที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง คนนึงเป็นแสง
ดูบริสุทธิ์ สะอาด แถมมีคนรักที่ยอมตายแทนได้อยู่ข้างกาย แต่อีกคนนึงเป็นเงา มือเปื้อนเลือด ดูเศร้า เหงา
โดดเดียว แต่รักและปกป้องน้องด้วยชีวิตทั้งชีวิตของตัวเอง ยุนโฮจะสนใจเงาบ้างมั๊ย เพราะรู้สึกได้ว่ายุนโฮรักจุนอาแบบหมดใจ แต่จุนอาก้อน่ารัก เดาไม่ออกว่าผู้ดูแลแสงจะรักผู้เป็นเงาได้ยังไง เฮ้อ ทำไม่รู้สึกปวดใจจัง อยากอ่านต่อเยอะ ๆ อยากรู้ว่าต่อไปเงาจะเป็นเช่นไร
ขอบคุณที่แต่งเรื่องดีให้อ่านค่ะ เป็นกำลังใจให้นะคะ
#1 By yj on 2008-06-10 11:31