Love fool (11)
posted on 04 May 2008 21:50 by shion-moongrow in 01-Love-fool
Title : Love fool (Chapter 11)
Author : Shion
Pairing : Yunho x Jaejoong
Genre : drama/yaoi
Rating : PG-13
Author’s note : re-post ค่ะ^^
Warning : ฟิกเรื่องนี้เป็นเพียงเรื่องราวสมมติที่แต่งขึ้น อาจมีการใช้ชื่อบุคคลหรือสถานที่ที่มีอยู่จริง แต่เหตุการณ์ต่างๆในเรื่องไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับชีวิตจริงของบุคคลในฟิก และไม่ได้มีเจตนาที่จะทำให้บุคคลเหล่านั้นเสื่อมเสียชื่อเสียงแต่อย่างใด เนื้อเรื่องทั้งหมดเป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้นเพื่อความบันเทิง และมีเนื้อหาเกี่ยวกับ boy’s love หรือ yaoi ขอให้พิจารณาก่อนอ่าน หากรับไม่ได้ขอให้ปิดหน้านี้ลงเสีย….ขอบคุณค่ะ
Chapter 11
: One
การออกตามหาอย่างไร้จุดหมายดูเหมือนจะไม่เป็นผล สุดท้ายสมาชิกทงบังชินกิทั้งสามคนและอีกหนึ่งสาวน้อยก็ต้องมานั่งสุมหัวคิดกันใหม่ในร้านกาแฟเจ้าประจำ ปล่อยให้คนที่เป็นความหวังของพวกเขาออกตามหาต่อไปก่อน
“ทำไมคนฉลาดอย่างหนูถึงได้มีพี่ชายโง่บรมแบบนี้นะ” จีฮเยนั่งเท้าคาง ปากก็บ่นถึงวีรกรรมที่พี่ชายเธอทำไว้กับแจจุง เนื่องจากร้านปิดตั้งแต่ทุ่มครึ่งแล้ว เธอจึงสามารถมาร่วมวงกับคนอื่นๆได้ แถมเจ้าของร้านยังใจดีให้พวกเธอนั่งต่อไปได้เรื่อยๆอีกต่างหาก
“คนฉลาดอย่างหนู...ชิ!” เด็กหนุ่มที่นั่งฝั่งตรงข้ามแกล้งทวนคำของเธอเบาๆ ถึงยังไงเขาก็ยังเชื่อในทฤษฎีของพันธุศาสตร์อยู่ดี
“มีปัญหาอะไร...ชิมชางมิน?” จีฮเยจ้องหน้าเขาเขม็ง ชางมินยักไหล่อย่างกับไม่ได้พูดอะไร ก่อนจะยกแก้วกาแฟในมือขึ้นมาจิบ...เอสเพรสโซมาคคิอาโตฝีมือจีฮเย
“คนฉลาด...แต่ชงกาแฟรสชาติไม่ได้เรื่อง” ปากชวนหาเรื่องแม้ยามหน้าสิ่วหน้าขวาน
“ก็ยังดีกว่าคนที่เคยสั่งเอสเพรสโซเย็นน่ะแหละ” เด็กสาวสวนเรียบๆอย่างเป็นต่อ คิดจะเถียงเรื่องกาแฟกับเธอน่ะเรอะ...ฝันไปเถอะ เรื่องที่ชางมินเคยสั่งให้เธอชงเอสเพรสโซเย็นให้นี่ถือเป็นไม้ตายสำหรับเธอ คอกาแฟทั่วโลกน่ะรู้ดีว่าเอสเพรสโซของแท้นั้นมีแต่ชงแบบร้อนเท่านั้น
ชางมินอ้าปากจะเถียงต่อ แต่ยูชอนก็ขัดขึ้น “ขอเถอะนะ...ทั้งสองคนน่ะแหละ มาช่วยกันคิดเรื่องตามหาแจจุงดีกว่า...ให้เจ้าบื้อนั่นไปคนเดียวฉันน่ะไม่ค่อยไว้ใจเท่าไหร่เลย” หนุ่มผมหางม้าหมายถึงหัวหน้าวงของเขา
“แต่ผมไม่คิดงั้นนะ” ชางมินว่าพลางก้มลงจิบฟองนมนุ่มๆเสียหน่อย
“ทำไมล่ะ?” จีฮเยถาม...ขนาดเป็นพี่เธอเองยังไม่อยากจะเข้าข้างเลย อีกสองคนก็ทำหน้าสงสัยไม่แพ้กัน
“อย่าทำหน้าอย่างงั้นกันสิ...ผมไม่ได้หมายความว่าพี่ยุนโฮจะฉลาดขึ้นสักหน่อย” ว่าพลางกลอกตาไปมาอย่างเคย นี่ถ้าเจ้าของชื่ออยู่เขาคงไม่กล้าพูดอย่างนี้หรอก
“แล้วหมายความว่าไง...ทฤษฎีไหนอีกล่ะครับดอกเตอร์ชิม” ยูชอนถามอย่างหมั่นไส้กับไอ้ท่าทางมั่นอกมั่นใจกับความคิดตัวเองนั่นซะเหลือเกิน
“ก็ทฤษฎีแห่งความรักไงล่ะ” ยกกาแฟขึ้นจิบอีกครั้ง “ถ้าสมมติพี่จุนซูหายไป พี่ยูชอนจะรู้ไหมว่าจะไปตามได้ที่ไหน?”
ในหัว Y ของจีฮเยร้อง...อ๊ายยยยยยยย!!...เสียดังลั่น
...คำถามนายถูกใจชั้นซะจริงชิมชางมิน!!!...
คนถูกพาดพิงถึงกลับเอาแต่หน้าแดง มองคนถามทีคนตอบที ในใจก็รอฟังคำตอบอย่างใจจดใจจ่ออยู่เหมือนกัน ในขณะที่ยูชอนนิ่งไป...คำถามของเจ้าเด็กไอคิวสูงนี่ตอบยากซะจริง จะว่าถูกก็ถูก เพราะเขามักจะรู้เสมอไม่ว่าจุนซูจะอยู่ที่ไหน...กำลังทำอะไร...หรือแม้แต่กำลังคิดอะไร แต่มันไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ใดๆมาอธิบายความรู้สึกเหล่านั้นได้นี่ เขารู้แค่ว่าเขารู้...อาจจะเป็นเพราะทฤษฎีอย่างที่ชางมินว่าก็ได้
...เจ้าหมอนี่มันไม่เคยมีแฟนแน่เหรอเนี่ย?...
“รู้” ตอบออกมาจนได้ ร่างเล็กที่นั่งข้างๆ หันมามองตาโตทันที ใบหน้าหวานยิ่งแดงจัดขึ้นไปอีก “แต่ฉันไม่ได้บื้ออย่างหมอนั่นนี่” ถึงยังไงก็ไม่อยากถูกเปรียบเทียบกับคนความรู้สึกช้านั่นอยู่ดี
“ผมว่าตอนนี้พี่ยุนโฮอาจจะรู้ตัวแล้วก็ได้ ไม่งั้นคงไม่รีบออกไปตามหาหรอก ถ้าให้ผมเดา...ตอนรับโทรศัพท์คงจะร้อนใจจนแทบตวาดใส่เลยมั้ง” จุนซูมองหน้าน้องเล็กของวงอย่างอึ้งๆ...แม่นยังกับตาเห็นแน่ะ
“ถ้านายมั่นใจซะขนาดนั้น คิดว่าต่อไปพวกเราจะทำยังไงต่อล่ะ ให้นั่งรอเฉยๆฉันคงไม่ทำหรอกนะ” ยูชอนว่า จุนซูและจีฮเยต่างพยักหน้าเห็นด้วย
“ผมว่าพี่แจจุงเขาคงไปไม่ไกลหรอกขาเจ็บออกอย่างนั้น แล้วก็ไม่ได้เอาอะไรไปด้วยใช่ไหม ถ้าไม่ได้ไปหาคนรู้จัก แสดงว่าเขาอาจจะอยากอยู่คนเดียว ถ้าจะหา...ก็เริ่มหาจากใกล้ๆอพาร์ตเม้นท์นั่นแหละ เขาชอบเขียนไดอารี่...มีโลกส่วนตัวสูง ถ้าจะทำใจก็ต้องหาที่เงียบๆ ก็คงไม่พ้นพวกสวนสาธารณะหรือไม่ก็ลานสุขภาพอะไรพวกนั้นน่ะแหละ ค่ำๆอย่างนี้คงไม่ค่อยมีคนหรอก” ชางมินอธิบายเสียเสร็จสรรพราวกับเป็นคนคิดแผนให้แจจุงหนีซะอย่างนั้น
“ทำไมนายไม่คิดบ้างล่ะ...ถ้าเกิดพี่สาวเขาจะ...คิดสั้น” จีฮเยถามอย่างหวั่นๆ
“ไม่มีทาง!” สามเสียงประสานขึ้นมาพร้อมกันทันที ทำเอาเด็กสาวสะดุ้งโหยง ก่อนจะทำหน้าไม่เข้าใจ
“พวกเราทุกคนมีความรับผิดชอบดีพอ...จีฮเย แจจุงก็เหมือนกัน เขาไม่มีทางทิ้งแฟนเพลงเป็นหมื่นที่รอดูเขาแสดงในวันพรุ่งนี้ได้หรอก” จุนซูอธิบายให้เธอฟัง
“ถ้างั้น...ในเมื่อทุกคนมั่นใจว่าพี่สาวจะกลับมาแสดงพรุ่งนี้ แล้วทำไมถึงต้องออกตามหากันล่ะคะ?”
“เพราะเขาไม่สบายอยู่น่ะสิ ขาก็เดินไม่สะดวก เราเป็นห่วงความปลอดภัยของเขามากกว่า” ชางมินว่า อยากจะแถมท้ายให้ด้วยว่าเพราะหน้าตาดี...ดีแบบที่ทั้งผู้หญิงและผู้ชายต่างก็ชอบ แต่ก็เกรงว่าจะทำให้ความคิดของยัยนี่เตลิดไปไกล
“แล้ว...ถ้าเขาไปไกลกว่าที่เราคิดล่ะ อาจจะโบกแท็กซี่ไปก็ได้” จีฮเยยังคงซักไม่เลิก ตอนนี้เธอเองก็กังวลไปสารพัด
“ถ้าเกินกว่านี้ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน...แต่ก็น่าจะหวังพึ่งพี่ชายเธอได้” ชางมินถอนใจเบาๆ เพราะไม่มีอะไรที่เขาคิดว่าจะทำได้มากไปกว่านี้อีกแล้ว อย่างมากถ้าไม่เจอจริงๆยุนโฮก็ควรรู้ว่าจะต้องทำยังไงต่อไปล่ะน่ะ
“อย่าเสียเวลาเลย...เอาตามนี้แหละ” ยูชอนว่าพร้อมกับลุกขึ้น คนอื่นๆจึงค่อยลุกตาม ก่อนจะรีบพากันออกไปจากร้าน มุ่งหน้าสู่อพาร์ตเม้นท์ของพวกเขาอีกครั้ง
***********************
“อือ...เผลอหลับไปได้ไงเนี่ย” ร่างเพรียวงัวเงียตื่นขึ้นพร้อมกับยกมือขึ้นขยี้ตาสองสามครั้ง นี่เขาร้องไห้จนหลับคาม้านั่งตัวเดิมมานานเท่าไหร่แล้ว อาจจะเพราะเพลียจากการซ้อมวันนี้ด้วยก็ได้ แล้วไหนยังจะต้องแอบเจ้าพวกนั้นออกมาที่นี่อีก ไกลพอสมควรจากอพาร์ตเม้นท์ที่เขาอยู่ แต่ถ้าจากบริษัทก็ถือว่าค่อนข้างใกล้กว่า ถ้าแข็งแรงดีเหมือนเมื่อก่อนเขาคงจะเดินทอดน่องมาเรื่อยๆได้ แต่ในสภาพขาเจ็บแบบนี้ก็จำต้องเรียกแท็กซี่มาส่ง แต่ก็ได้แค่ปากทาง...เพราะสุดท้ายก็ต้องค่อยๆเดินลัดเลาะเข้ามาอีกทีอยู่ดี เพราะซอยแคบๆ ไม่มีที่ให้กลับรถแบบนี้ คงไม่มีใครยอมเข้ามาส่ง ตอนนี้ก็เหมือนกัน...คงต้องลากสังขารออกไปโบกแท็กซี่กลับเอาที่ข้างนอกนู่นแหละ
“หนาวจัง” ห่อตัวให้แน่นขึ้นด้วยเสื้อกันหนาวตัวเดียวที่ใส่มา ดีที่ว่ามันค่อนข้างหนา ไม่งั้นนอนตากลมเป็นชั่วโมงอย่างนี้มีหวังคงได้ปอดบวมเพิ่มขึ้นมาอีกโรคแหงๆ แต่ถึงอย่างงั้นก็ยังรู้สึกมึนๆในหัว...เหมือนกับจะมีไข้ สภาพอากาศในช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วงอย่างนี้ดูถูกไม่ได้เลยจริงๆ
อย่าเพิ่งมาเป็นอะไรตอนนี้นะคิมแจจุง...พรุ่งนี้...ขอให้พ้นพรุ่งนี้ไปก่อน
ร่างเพรียวยันตัวลุกขึ้นอย่างทุลักทุเลพอควร ก่อนจะทิ้งตัวลงน้ำหนักกับไม้ค้ำยันทั้งสองข้าง แต่เดินไปข้างหน้าได้เพียงไม่กี่ก้าว ก็จำต้องหันกลับมามองของที่ถูกทำลายทิ้งอยู่ในกระบะทรายนั่นอีกครั้ง
ในเมื่อตัดใจแล้วก็ไม่ควรจะอาลัยอาวรณ์กับมันอีก เขาเลือกเองไม่ใช่หรือ...มันไม่ได้รู้สึกเจ็บปวดหรอกนะ แต่เหมือนกับไม่รู้สึกอะไรเลยมากกว่า
ก็ทำลายมันไปแล้วนี่...หัวใจของเขา
“กลับกันเถอะแจจุง” พูดกับตัวเองเบาๆ เหมือนจะหาแรงจูงใจให้พาตัวเองออกไปจากที่นั่นโดยเร็ว ก่อนจะหันกลับไปมองตรงทางออกอีกครั้ง
...แต่...
...ทำลายมันไปแล้วจริงๆหรือ...หัวใจน่ะ...
...แล้วไอ้ที่เต้นแรงขึ้นมาจนเริ่มรู้สึกเจ็บอีกครั้งนี่ล่ะ....
...เพราะคนที่เห็นอยู่ตรงหน้านี่รึไง...
“ยุน...โฮ” ริมฝีปากสีกุหลาบเอ่ยชื่อของคนตรงหน้าเหมือนละเมอ...ยังไม่ตื่นดีรึไงกันคิมแจจุง ถึงได้เห็นร่างสูงมายืนหอบหน่อยๆอยู่ตรงหน้า วิ่งมางั้นเหรอ...ตามหาเขางั้นเหรอ...ยุนโฮยังจำที่นี่ได้...หรือว่าแค่บังเอิญ?
“เจอจนได้” ยุนโฮว่า แจจุงยังคงจ้องเขาตาไม่กระพริบ ริมฝีปากได้รูปนั่นเผยอหน่อยๆเหมือนจะพูดแต่ก็เพียงค้างอยู่อย่างนั้น
‘เจอจนได้’ ...ยุนโฮตามหาเขาอยู่จริงๆ ยุนโฮกลับมาหาเขาแล้ว...ช่างคุ้มค่ากับสิ่งที่แลกไป
พระเจ้า...ท่านมีอยู่จริงเหรอครับ ท่านเห็นสิ่งที่ผมทำ...ท่านเห็นการตัดสินใจของผมใช่ไหม ท่านยอมรับว่าผมควรจะทำแบบนี้... ท่านถึงให้ยุนโฮกลับมาหาผม
“แจจุง...” ยุนโฮดูออกว่าคนข้างหน้าเขากำลังจะร้องไห้ คิดจะดึงตัวเข้ามากอดไว้ แต่กลับหยุดมือไว้เสียกลางคันเหมือนกับไม่กล้าแตะต้อง...ความลังเลใจยังคงหลงเหลืออยู่ ทั้งๆที่ดีใจ...โล่งใจที่หาแจจุงจนพบแท้ๆ
แต่สำหรับแจจุงที่เห็นปฏิกิริยาของร่างสูงเป็นแบบนั้นก็ยิ่งเจ็บปวด ในหัวสมองที่มึนตื้อคิดแต่จะทำยังไงไม่ให้ร่างสูงตรงหน้าหายไปอีก ยุนโฮกลับมาแล้ว...มาอยู่ตรงหน้านี้แล้ว...อย่าหายไปไหนอีกเลย...จะให้ทำอะไร...ก็ยอมทั้งนั้น
“ไม่ต้องกลัวนะ...” ในที่สุดหยดน้ำตาที่รื้นขึ้นตั้งแต่แรกก็ร่วงรินอาบพวงแก้มขาว หากแต่แจจุงไม่ได้คิดจะสนใจ...เพราะในดวงตาที่พร่ามัว...เขารับรู้แต่การมีอยู่ของคนตรงหน้าเท่านั้น “ไม่ต้องกลัวหรอกนะยุนโฮ ฉะ...ฉันสัญญา...ฉันจะไม่รักนายอีกแล้วล่ะ กลับมาเถอะนะ...กลับมาเป็นเหมือนเดิมเถอะนะ”
“แจจุง...” ยุนโฮรู้สึกเหมือนในคอนั้นแห้งผาก อะไรบางอย่างจุกอยู่ในอก เจ็บอยู่ข้างในเพราะคำพูดทำร้ายตัวเองของคนตรงหน้า
...นี่แจจุงรู้ตัวบ้างไหม...ว่ากำลังพูดอะไรอยู่ และรู้ตัวบ้างไหม...ว่ากำลังเข้าใจเขาผิด!!!...
“ฉันพูดจริงๆนะยุนโฮ ฉันจะไม่รักนายอีก สมุดนั่นฉันก็เผามันไปแล้ว นายอย่ากลัว...อย่าเกลียดฉันอีกเลยนะ ถือว่าขอร้องล่ะ...” ริมฝีปากสั่นพร่ำทุกสิ่งในดวงใจที่แตกร้าวออกมา พอๆกับน้ำตาที่กลบบังทุกสิ่งทุกอย่างข้างหน้าจนมัวไปหมด แต่ไม่ว่าความเจ็บปวดใดๆก็ไม่อาจจะหยุดยั้งแจจุงได้ เพราะการที่ต้องอยู่โดยที่ไม่มียุนโฮเคียงข้างกาย...ก็ไม่ต่างอะไรกับการพรากเอาลมหายใจไปจากชีวิตของคิมแจจุง
“ฉันต้องตายแน่ๆ ถ้าไม่มีนายอยู่ข้างๆ แค่กลับมายืนอยู่ข้างฉัน...ฉันขอเท่านี้แหละ ฮึก!...อย่าทำเมินกับฉัน อย่าทิ้งฉันไว้...อย่าทำเหมือนกับฉันไม่มีตัวตนอย่างนั้น แล้วฉัน...ฮึก...ฉันจะไม่รักนายอีก ไม่รักนายอีกแล้วจริงๆ...ฮือๆ”
“พอได้แล้วแจจุง”
“กลับมาเถอะนะยุนโฮ ฉันไม่รู้จะทำยังไงแล้ว...ยกโทษให้ฉันเถอะนะ ยกโทษให้ฉันเถอะ”
“พอได้แล้ว!!!!!!”
เสียงตวาดนั่นทำเอาร่างเพรียวสะดุ้งสุดตัว ก่อนที่จะถูกดึงเข้าไปกอดไว้แนบแน่น แจจุงรู้สึกได้ว่ายุนโฮกำลังสั่น...ไม่ต่างกันกับตัวเองที่แทบจะทรงตัวอยู่ไม่ได้ หากไม่มีวงแขนแกร่งคอยยึดไว้ ไม้ค้ำหลุดจากมือไปนานแล้ว ทั้งตัวถูกโอบอุ้มไว้ด้วยกำลังของอีกฝ่ายเพียงเท่านั้น ในหัวกำลังมึนงง...ไม่เข้าใจการกระทำของยุนโฮเลยสักนิด
“ยุน...ฮึก!”
“ชู่ว...อย่าพูดอะไรอีกเลย นายไม่จำเป็นต้องทำแบบนี้ ไม่จำเป็นต้องทำเพื่อฉันขนาดนี้เลย” เสียงทุ้มนั้นแหบหายเข้าใปในลำคอพร้อมกับหยดน้ำตาที่ไหลริน นึกโทษตัวเองสารพัดที่ทำให้แจจุงเป็นแบบนี้ ไม่เพียงแต่งี่เง่า...แต่ยังเห็นแก่ตัวเป็นที่สุด นึกถึงแต่ความสับสนลำบากใจของตัวเอง ทั้งๆที่คนที่เจ็บปวดที่สุดคือคนๆนี้ คนที่รักเขาขนาดนี้...คนที่ยอมทำถึงขนาดนี้ เขาเองที่ผิด...ผิดอย่างไม่สมควรให้อภัย...ไม่สมควรได้รับความรักมากมายขนาดนี้เลย
“ฉันขอโทษ...แจจุงอา...ฉันขอโทษ ฉันไม่ได้อยากให้มันเป็นแบบนี้...ฉันไม่ต้องการให้นายทำแบบนี้ ฉันไม่ได้อยากทำร้ายนาย แต่ฉันมันโง่...ฉันมันเลว ฉันไม่ควรได้รับการให้อภัยจากนายด้วยซ้ำ แต่ฉัน...ฉันไม่ยอมให้นายเลิกรักฉัน!! นายต้องรักฉัน...แจจุง นายต้องรักฉัน!!” คำพูดมากมายเรียบเรียงแทบจะไม่ได้ความ ควบคุมตัวเองไม่ได้ด้วยซ้ำที่พูดออกไปแบบนั้น เพราะกลัวเหลือเกิน...กลัวว่ามันจะสายไปไหมที่มารู้ตัวเอาตอนนี้
“ยุนโฮ...” อยากจะพูดอะไรให้มากกว่านี้แต่ก็นึกไม่ออก อยากจะถามว่าที่พูดมามันเป็นเรื่องจริงใช่ไหม ทุกอย่างมันเหลือเชื่อสำหรับแจจุง ทั้งยุนโฮที่กำลังกอดเขา...กำลังพูดอยู่กับไหล่ของเขา...กำลังสั่งให้เขารัก นี่เขาสามารถรักยุนโฮได้จริงๆหรือ...เพราะอะไร...เพราะอะไร
ยุนโฮค่อยผละออกช้าๆ แต่ยังคงประคองร่างบอบบางที่สั่นเทาด้วยแรงสะอื้นนั้นไว้ นิ้วเรียวข้างหนึ่งยกขึ้นปาดน้ำตาบนใบหน้าสวย ลากไล้ไปตามพวงแกมเนียนเบาๆ ก่อนจะประคองมันไว้อย่างทะนุถนอม นัยน์ตาคมจ้องมองลึกลงไปในแววตาไหวระริกของอีกฝ่าย ทั้งหวานซึ้ง...หวาดกลัว...สงสัย...และเจ็บปวด ทำไมเขาถึงไม่เคยรู้เลยว่าคนๆนี้ต้องเจอกับอะไรมาบ้าง ต้องทนเก็บทุกอย่างมานานแค่ไหน ทำไมถึงไม่เคยรู้สึกเลยว่าความรักของคนๆนี้ช่างอบอุ่น...ทั้งที่เบาหวิวแต่กลับมั่นคงเสียยิ่งกว่าอะไร จะชดเชยยังไงให้กับความรักบริสุทธิ์ของคนๆนี้ จะทำยังไงให้คนๆนี้รับรู้...ว่าเขาเองในตอนนี้ก็รู้สึกไม่ต่างกัน
ฝ่ามืออุ่นค่อยโอบโน้มใบหน้าสวยให้เข้ามาใกล้ ปลายจมูกโด่งสัมผัสเบาๆกับไรผมนิ่ม ร่างเพรียวสะดุ้งน้อยๆแต่ก็ไม่ได้หนี มือเรียวโอบไปข้างหลังยึดไหล่กว้างอีกฝ่ายไว้แน่น หัวใจเต้นแรงไม่เป็นส่ำเมื่อริมฝีปากร้อนจรดเบาๆที่หน้าผาก ไล้ผ่านแนวจมูกโด่งสวยอย่างเชื่องช้า ก่อนจะสัมผัสบางเบาที่กลีบปากสั่นแล้วผละออกอย่างอ้อยอิ่ง จ้องมองใบหน้าร้อนผ่าวของอีกฝ่ายที่อยู่ห่างแค่คืบ ริมฝีปากหยักยกยิ้มบางเมื่อเห็นคนในอ้อมกอดสบตาเขาอย่างอายๆ
“ฉันรักนาย...” เบาเหมือนกระซิบ...กับถ้อยคำที่รอมานาน ถ้อยคำที่แม้แต่จะฝันก็ยังไม่กล้า แต่ตอนนี้มันกลับกังวานซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่ในหัวใจ น้ำตาที่ดูเหมือนจะหยุดไปเมื่อครู่กลับล้นออกมาใหม่แต่ไม่ใช่เพราะความเจ็บปวด หากแต่เพราะมันสิ้นสุดแล้วต่างหาก...ความเจ็บปวดที่เฝ้าแต่รอคอยคนๆนี้มานานมันสิ้นสุดลงแล้ว
“ฉันรักนาย...แจจุง รักแบบที่ไม่เคยคิดมาก่อนว่าตัวเองจะรักใครสักคนได้มากมายเท่านี้ มากเท่าที่ฉันกล้าพูดได้ว่า...ที่ผ่านมาฉันอาจจะไม่เคยรักใครเลย ที่ผ่านมามันเป็นแค่การวิ่งหนีตัวเองเท่านั้น มันเจ็บปวดตอนที่นายบอกว่าจะเลิกรักฉัน แต่ฉันก็รู้ดีว่ามันสมควรจะเจ็บ...เพราะฉันคงทำร้ายนาย...ทำให้นายเจ็บปวดมากกว่าที่ฉันรู้สึกเป็นร้อยเท่า ฉันขอโทษ...แจจุง แต่ขอให้เชื่อเถอะนะ..ว่าฉันรักนายจริงๆ” ยุนโฮร้องไห้ออกมาอย่างไม่อาย ทุกคำที่พูดนั้นออกมาจากใจจริงที่ไม่คิดจะปิดบังหรือหลีกหนีอีกแล้ว
“ยุนโฮ...” แจจุงโถมตัวเข้าหาอกอุ่นอย่างโหยหา อยากจะบอกอยากจะพูดให้รู้ว่าเขาเชื่อในตัวยุนโฮยิ่งกว่าใคร อยากจะบอกว่าการเลิกรักยุนโฮมันไม่ต่างอะไรกับการตายทั้งเป็น อยากจะบอกอะไรต่อมิอะไรอีกมากมายแต่ก็ไม่ได้พูด เพราะสุดท้ายได้แต่ร้องไห้และเรียกแต่ชื่อของยุนโฮซ้ำไปซ้ำมาเท่านั้น ราวกับว่าชื่อนั้นคือทุกสิ่ง...คือทุกอย่างในชีวิต คือสิ่งที่จะบอกให้รู้...ว่าชีวิตของคิมแจจุงทั้งชีวิตก็คือจองยุนโฮ
ผ่านไปหลายนาทีกว่าที่จะหยุดน้ำตาของตัวเองได้ ทั้งที่จองยุนโฮเคยพบเจอผู้คนผ่านเข้ามามากมาย แต่นี่คงจะเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่ทำให้เขารู้สึกและสัมผัสได้ถึงคำว่ารัก ความรู้สึกที่ยากจะบรรยายหลั่งไหลอยู่ในอ้อมกอดของเขาไม่รู้จบ หากเวลาของชีวิตจะหยุดลงแค่ตรงนี้...ก็จะไม่คิดเสียดายเลยสักนิด
“แจจุง” ยุนโฮเรียกเบาๆ กับร่างเพรียวยังอยู่ในอ้อมกอดของเขา
“หืม?”
“ฉันคิดถึงนายนะ...”
แจจุงที่หยุดร้องไห้คลี่ยิ้มบางกับคำพูดน่ารักนั่น ก่อนจะค่อยๆผละออกจากอกอุ่นแล้วเงยหน้าขึ้นมาสบกับแววตาลุ่มลึกนิ่งนาน ริมฝีปากสีกุหลาบยกยิ้มหวานให้เป็นรางวัลก่อนจะยืดตัวขึ้นแตะจมูกที่แก้มอีกฝ่ายเบาๆ “ฉันก็เหมือนกัน...” ทำลงไปแล้วก็ยังอดที่จะอายไม่ได้ จนต้องก้มหน้าลงต่ำอีกครั้ง
“นายลืมอะไรไปรึเปล่า?” ริมฝีปากหยักยกยิ้มเมื่อเห็นท่าทางน่ารักแบบนั้น มันเหมือนเป็นการเชิญชวน...ต้องแกล้ง!
“เอ๋?” ได้ผลเมื่อร่างเพรียวเงยหน้าขึ้นมามองเขาอย่างงงๆ
“นายยังไม่ได้บอกรักฉันเลย” ว่าพลางทำหน้าเหมือนจะงอน แจจุงได้แต่อ้าปากค้าง ก่อนจะก้มหน้างุดๆลงไปอีกรอบ
“กะ...ก็...นายอ่านในไดอารี่นั่นหมดแล้วนี่” เสียงหวานตอบตะกุกตะกัก ทั้งที่ยังไม่เงยหน้า
“แต่นายเผามันไปแล้ว”
“ตะ...แต่นายก็รู้แล้ว” เสียงเบาลงกว่าเดิม
“แต่มันไม่ยุติธรรม ทีฉันยังบอกกับนายเองเลย”
“...” แจจุงยังคงก้มหน้าอยู่งุดๆ ทั้งงอน...ทั้งอาย...ทั้งโกรธ รู้ว่ายุนโฮแกล้งแต่ก็โต้ตอบไม่ได้
“หือ...ว่าไงล่ะ?”
“ก็ได้ๆ...ฉันรักนาย...พอใจยะ!!” ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างเมื่อเงยหน้าขึ้นมาพูดได้ไม่ทันจบก็ถูกปิดปากด้วยริมฝีปากอุ่นนิ่ม ขืนตัวเล็กน้อยเพราะตกใจในทีแรก ก่อนจะหลับตาลงช้าๆรับสัมผัสนุ่มนวลของอีกฝ่าย บางเบาราวกับจะทำให้ทั้งตัวลอยได้ จนต้องเกาะเกี่ยวไหล่หนาไว้เป็นที่ยึด ริมฝีปากร้อนหยอกเอินให้เรียวปากได้รูปนั่นเผยอออกนิดๆ ก่อนจะเพิ่มแรงหนักหน่วงชักนำให้ความรู้สึกอุ่นซ่านแล่นผ่านไปทั้งตัว ลำแขนแกร่งข้างหนึ่งประคองเอวบางของร่างที่อ่อนระทวยไว้แน่น ในขณะที่มืออีกข้างสอดผ่านไปในเส้นผมดำขลับไม่ให้ใบหน้าสวยได้หลีกหนี เสียงหวานครางเบาๆในลำคอยิ่งทำให้อยากสัมผัสมากขึ้น
“อือ...” ใบหน้าสวยร้อนผ่าวเมื่อลิ้นชื้นตอดเลาะให้หวามหวิว จนต้องยินยอมให้เข้ามารุกไล้ตามใจชอบ เพราะใจตัวเองไม่ได้คิดจะขัดขืน ยุนโฮกดริมฝีปากหนักขึ้น หวังจะตักตวงความหวานตรงหน้าที่ราวกับไม่สิ้นสุด แต่สุดท้ายก็ต้องผละออกอย่างเสียดาย เมื่อมือเรียวที่ยึดไหล่เขาไว้บีบแน่นเป็นสัญญาณว่าอีกฝ่ายต้องการอากาศหายใจ
แจจุงทิ้งตัวลงกับอกกว้างอย่างอ่อนแรงพร้อมกับหอบน้อยๆ ลำพังแค่ทรงตัวด้วยขาข้างเดียวมาเป็นเวลานานก็แทบแย่ ยิ่งมาเจอกับการกระทำที่สั่นหัวใจอย่างนี้ก็ไม่มีทางยืนไหว ดีที่อีกฝ่ายคอยประคองไว้ถึงได้ไม่ล้ม
“กลับกันเถอะ” เสียงหวานพูดขึ้นเบาๆ หลังจากนิ่งไปนาน อยากกลับจริงๆเพราะเหนื่อยเต็มที แถมยังรู้สึกตัวรุมๆ...เหมือนจะมีไข้
“อืม...ให้อุ้มนะ” ร่างสูงก้มลงถามอย่างอ่อนโยน แจจุงพยักหน้านิดๆ ไม่คิดจะขัดขืนเพราะรู้ตัวดีว่าไม่มีทางเดินไหว
“แล้วไม้ค้ำล่ะ?” เกือบจะลืมของสำคัญที่หล่นวางอยู่กับพื้น
“ทิ้งไว้นี่ก่อน อุ้มนายไปที่รถแล้ว...เดี๋ยวฉันค่อยกลับมาเอา” แจจุงพยักหน้าเห็นด้วยอีกครั้ง ก่อนจะปล่อยให้ยุนโฮค่อยๆช้อนตัวเขาขึ้นอุ้มไว้แนบอก แขนเรียวโอบรอบคออีกฝ่ายไว้อัตโนมัติแล้วซบใบหน้าหวานหน้าลงกับอกอุ่น ยุนโฮค่อยพาคนในอ้อมกอดออกจากสนามเด็กเล่น ขาคู่ยาวก้าวช้าๆไปตามถนนเส้นเล็ก ไม่ใช่เพราะหนัก...แต่เพราะอยากอยู่อย่างนี้ไปนานๆมากกว่า
“ยิ้มอะไร?” ร่างสูงก้มลงถาม สองขาก็ยังก้าวต่อไป
“ได้ยินเสียงหัวใจนายด้วย” เสียงหวานตอบแผ่วเบา สภาพเหมือนกึ่งหลับกึ่งตื่น ในอ้อมกอดที่แสนอุ่น...ได้กลิ่นวอเตอร์มิ้นท์ของโคโลญจางๆ แล้วก็มีหัวใจใครบางคนเต้นเบาๆอยู่ข้างหู รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเจ้าหญิงที่ได้รับการปกป้องดูแลอย่างดีก็ไม่ปาน จะไม่ให้ยิ้มอย่างมีความสุขได้ยังไง
...คิมแจจุงไม่ชอบที่จะเป็นเจ้าหญิงของใครต่อใคร แต่เขาเป็นได้...ถ้าเพียงแต่เจ้าชายที่คอยโอบกอดไว้นั้นคือจองยุนโฮ...
“เหรอ...ได้ยินว่าไงล่ะ?”
“ได้ยิน...ว่านายรักฉัน แล้วฉัน...ก็รักนาย...” เสียงตอบนั้นเบาจนค่อยๆขาดหาย เมื่อแจจุงผล็อยหลับไปในที่สุด ร่างสูงก้มมองแล้วยิ้มอย่างเอ็นดู ก่อนจะกระชับอ้อมแขนเข้าอีกนิดแล้วค่อยเร่งฝีเท้าขึ้น เพื่อคนในอ้อมกอดจะได้กลับไปพักผ่อนได้เร็วขึ้น
...ถนนเล็กๆสายนี้...หากมันไม่มีที่สิ้นสุด...ก็คงดีสินะ...
**************************
“โอเคครับ...เดี๋ยวกลับไปเจอกันที่อพาร์ตเม้นท์”
“ว่าไงมั่ง?” จีฮเยยืนเกาะแขนร่างสูงที่กำลังวางสายโทรศัพท์ไว้แน่น ตากลมๆของเด็กสาวเป็นประกาย บ่งบอกว่าเธอกำลังลุ้นข่าวจากสายสนทนาเมื่อครู่อย่างสุดขีด
“พี่ยูชอนบอกว่าเจอแล้ว...พี่ยุนโฮเพิ่งโทรมาบอกเขาเมื่อกี้ ตอนนี้กำลังขับรถกลับไปที่อพาร์ตเม้นท์” ชางมินยิ้มจนแก้มแทบปริเมื่อหันมาบอกเธอ
“ไช...โย้!!!!!!!!!!!!!!!!!!” เด็กสาวตะโกนซะดังลั่น ก่อนจะกระโดดกอดคอร่างสูงโปร่งไว้ เด็กหนุ่มทำหน้าเหวอๆ เพราะตกใจ จะกอดกลับก็ยังรู้สึกแปลกๆชอบกล จึงได้แต่ปล่อยให้เธอกอดเขาอยู่อย่างนั้น เอาเหอะ...ตอนนี้เขาอารมณ์ดี ยังไม่อยากใช้ปากหาเรื่องใคร
ชางมินและจีฮเยเริ่มออกตามหาแจจุงจากทางตะวันออกของอพาร์ตเม้นท์ ในขณะที่ยูชอนและจุนซูไปทางตะวันตก เดินไล่ดูมันทุกสวนแล้วก็ยังไม่เจอ จนเริ่มคิดว่ามันจะเป็นจริงอย่างที่จีฮเยว่า แจจุงอาจไปไกลกว่าที่เขาคิด แล้วมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ดีที่ว่าไอ้ทฤษฎีรักของเขายังใช้การได้อยู่ ยุนโฮถึงได้หาแจจุงจนพบ
“ฮึก...ฮือ!!!!!!”
“อ้าว...เฮ้ย!! เป็นอะไรไปน่ะ?” อยู่ๆ จีฮเยก็เปลี่ยนเป็นร้องไห้ ก่อนจะทรุดลงนั่งยองๆกลางสวนสาธารณะ ดีนะที่ตอนนี้มันสี่ทุ่มครึ่งเข้าไปแล้ว ไม่งั้นมีใครผ่านมาคงหาว่าชางมินรังแกเธอ เด็กหนุ่มยืนกอดอกขมวดคิ้วมองดูเธออย่างไม่เข้าใจ...ผู้หญิงอะไรเปลี่ยนอารมณ์เร็วชะมัด!!
“ก็ร้องไห้น่ะสิ ถามได้!!...ฮือๆ” ชางมินถอนใจ นี่ขนาดร้องไห้เธอยังไม่หยุดหาเรื่องเขา
“เออ...เห็นแล้วว่าร้องไห้ ก็แล้วร้องไห้ทำไมเล่า?” เด็กหนุ่มถามอย่างฉุนๆ
“ก็ฉันดีใจนี่ ฉันน่ะกลัวว่าพี่สาวเค้าจะคิดอะไรโง่ๆ...ถึงพวกนายจะพูดแบบนั้น แต่ฉันก็ยังกังวลอยู่ดีนายรู้ไหม...ฮือๆ” เธอเงยหน้าขึ้นมาตอบ แล้วก็ก้มลงร้องไห้อย่างเดิม ชางมินยืนมองเธออย่างอึ้งๆ ผู้หญิงนี่เข้าใจยากจริงๆ เสียใจก็ร้องไห้....ดีใจก็ร้องไห้รึไงกัน ยิ่งเห็นเธอไม่มีทีท่าว่าจะหยุดร้องเอาง่ายๆก็ยิ่งปวดหัว ถึงจะมีน้องสาวถึงสองคนแต่เขาก็ปลอบผู้หญิงไม่เป็นหรอกนะ!
เมื่อไม่รู้จะทำยังไง...เด็กหนุ่มก็ทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ ก่อนจะยกมือขึ้นลูบหัวเธอเบาๆ “เอ้า...อยากร้องก็รีบร้องให้เสร็จซะ เดี๋ยวจะได้กลับบ้านกัน”
ดูเหมือนการกระทำกับคำพูดไม่ได้ไปด้วยกันเลยสักนิด มือของเขานั้นอ่อนโยนจนจีฮเยรู้สึกได้ แต่เธอไม่ได้พูดอะไร...เพราะตอนนี้เธอแค่อยากจะร้องไห้...เท่านั้นจริงๆ
...ขอบใจนะ...ชิมชางมิน...
TBC
แจดูน่าสงสาร ยอมทุกอย่าง เผาไดอารี่
ยอมสัญญาว่าจะไม่รักยุนแบบคนรัก
เพียงเพื่อขอให้ยุนกลับมา ขอได้อยู่ข้าง ๆ ยุน
ไม่ต้องรักก้อได้ ฮือ ฮือ น้ำตาร่วง
แต่ยังโชคดีที่ยุนรู้ใจตัวเองแล้ว
แม้จะช้าไปหน่อย ขอบคุณค่ะ
#1 By yj on 2008-05-05 00:26